Ikigai ตอนที่ 2

Ikigai: ความลับของญี่ปุ่นสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข

บทที่ 4–6

“การค้นหาอิคิไกผ่านกิจกรรมที่ทำให้คุณมีสมาธิและหลงใหล คือสะพานสู่ความสุขและอายุยืน”


บทที่ 4: ค้นหาภาวะไหลลื่นในทุกสิ่งที่คุณทำ – วิธีเปลี่ยนงานและเวลาว่างให้เป็นพื้นที่สำหรับการเติบโต

บทนี้เปิดเผยความลับของความสุขที่แท้จริง นั่นคือ “ภาวะไหลลื่น” (Flow) ลองนึกภาพเวลาที่คุณกำลังเล่นสกีลงจากเนินเขาที่ชอบ หิมะปลิวฟุ้งเหมือนทรายขาว หรือขณะที่คุณทำอาหารแล้วเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว นั่นคือภาวะไหลลื่น ซึ่ง มิลาย ซิกเซนต์มิฮายี นักจิตวิทยาได้อธิบายไว้ว่า เป็นประสบการณ์ของการจดจ่ออยู่กับกิจกรรมอย่างเต็มที่ จนกระทั่งสิ่งอื่นใดไม่สำคัญอีกต่อไป อัตตาของคุณจะสลายไป และคุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่คุณกำลังทำ

ภาวะไหลลื่นเป็นหัวใจสำคัญของการมี “ประสบการณ์ที่เหมาะสมที่สุด” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสุขและชีวิตตามอิคิไกของคุณ เพื่อให้บรรลุภาวะนี้ เราควรเน้นการใช้เวลากับกิจกรรมที่นำเราไปสู่ภาวะไหลลื่น แทนที่จะหมกมุ่นกับความสุขชั่วคราว เช่น การกินมากเกินไป หรือการใช้ยาเสพติด ภาวะไหลลื่นเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกวัย ทุกวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา นักหมากรุก หรือแม้แต่นักคณิตศาสตร์

เมื่ออยู่ในภาวะไหลลื่น จิตใจของเราจะ “เป็นระเบียบ” จดจ่อกับงานโดยไม่มีสิ่งรบกวน โอเวน ชาฟเฟอร์ นักวิจัยจาก DePaul University ได้ระบุ 7 เงื่อนไขสำหรับการบรรลุภาวะไหลลื่น:

  1. รู้ว่าจะทำอะไร
  2. รู้ว่าจะทำอย่างไร
  3. รู้ว่ากำลังทำได้ดีแค่ไหน
  4. รู้ว่าจะไปที่ไหน (ในการนำทาง)
  5. รับรู้ความท้าทายที่สำคัญ
  6. รับรู้ทักษะที่สำคัญ
  7. ปราศจากสิ่งรบกวน

เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ภาวะไหลลื่น มี 3 กลยุทธ์หลัก:

  1. เลือกงานที่ยาก (แต่ไม่ยากเกินไป!): งานที่ง่ายเกินไปจะทำให้เบื่อหน่าย ในขณะที่งานที่ยากเกินไปจะทำให้ท้อแท้ จุดที่เหมาะสมคือความท้าทายที่สอดคล้องกับความสามารถของเรา แต่ก็ต้องใช้ความพยายามเล็กน้อย เหมือนที่เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ กล่าวว่า “บางครั้งผมก็เขียนได้ดีกว่าที่ผมจะเขียนได้”
  2. มีเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม: แม้ว่าการมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะสำคัญ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการจดจ่ออยู่กับ “กระบวนการ” เมื่อเริ่มต้น เหมือนที่จอย อิโตะ ผู้อำนวยการ MIT Media Lab แนะนำให้ใช้ “เข็มทิศนำทางเหนือแผนที่” ในโลกที่ไม่แน่นอน การมัวแต่หมกมุ่นกับผลลัพธ์จะขัดขวางการเข้าสู่ภาวะไหลลื่น
  3. จดจ่อกับงานเดียว: การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitasking) เป็นอุปสรรคสำคัญในยุคดิจิทัล งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการทำงานหลายอย่างพร้อมกันกลับลดประสิทธิภาพลงถึง 60% และลด IQ มากกว่า 10 จุด เพราะสมองของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ประมวลผลแบบขนานได้ดี การจดจ่อกับสิ่งเดียวในแต่ละครั้งอาจเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการบรรลุภาวะไหลลื่น

เพื่อหลีกเลี่ยงการติดกับดักการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน เราสามารถฝึกสมองให้จดจ่อกับงานเดียวได้ เคล็ดลับบางประการได้แก่ การไม่มองจอภาพในชั่วโมงแรกที่ตื่นและชั่วโมงสุดท้ายก่อนนอน การปิดโทรศัพท์ การกำหนดวัน “งดใช้เทคโนโลยี” การเช็คอีเมลวันละครั้งสองครั้ง การใช้ “เทคนิคโพโมโดโร” (Pomodoro Technique) และการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากสิ่งรบกวน

ภาวะไหลลื่นในญี่ปุ่น ปรากฏชัดในกลุ่มคนต่างๆ เช่น “ทาคูมิ” (Takumis) หรือช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ชาวญี่ปุ่นมักทุ่มเทให้กับงานพื้นฐานด้วยความมุ่งมั่นที่เกือบจะหมกมุ่น ตัวอย่างเช่น ช่างฝีมือผลิตพู่กันแต่งหน้าในเมืองคูมาโนะ ที่จดจ่อกับการเลือกขนแปรงแต่ละเส้นด้วยความสุขและความภาคภูมิใจ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้ง Apple ก็หลงใหลและได้รับแรงบันดาลใจจากช่างฝีมือชาวญี่ปุ่นเช่นกัน

สารคดี “Jiro Dreams of Sushi” แสดงให้เห็นอีกตัวอย่างของทาคูมิในครัว จิโร่ เชฟซูชิผู้ทำซูชิมานานกว่า 80 ปี และลูกชายของเขา ต่างก็เข้าสู่ภาวะไหลลื่นเมื่อทำอาหาร พวกเขาให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและการสร้างซูชิที่ดีที่สุดในโลก มากกว่าการขยายธุรกิจ เช่นเดียวกับ ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้อำนวยการสตูดิโอจิบลิ ผู้ทุ่มเทให้กับการวาดภาพด้วยมือจนแทบไม่ยอมเกษียณ แสดงให้เห็นถึงอิคิไกที่ชัดเจนและหลงใหล

แม้แต่งานประจำวันก็สามารถทำให้สนุกได้ด้วย “ไมโครโฟลว์” (Microflow) ซึ่งคือการเพิ่มความซับซ้อนเล็กน้อยให้กับงานง่ายๆ เพื่อสร้างความบันเทิงให้กับตัวเอง เช่น พนักงานลิฟต์ที่ทำท่าทางสง่างามในการกดปุ่ม หรือบิล เกตส์ ที่สนุกกับการล้างจานทุกคืน การฝึกสมาธิยังสามารถช่วยให้เราเข้าสู่ภาวะไหลลื่นได้เร็วขึ้น ชีวิตของเราเต็มไปด้วยพิธีกรรมต่างๆ การมีพิธีกรรมที่ชัดเจนในชีวิตช่วยให้เราเข้าสู่ภาวะไหลลื่นได้ง่ายขึ้น เพราะมันให้กฎและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน “พิธีกรรมสำคัญกว่าเป้าหมาย” ผู้ที่มีความสุขที่สุดไม่ใช่ผู้ที่ทำสำเร็จมากที่สุด แต่เป็นผู้ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในภาวะไหลลื่น

การค้นหาอิคิไกผ่านภาวะไหลลื่นทำได้โดยการสำรวจกิจกรรมที่ทำให้คุณเข้าสู่ภาวะนี้ และถามตัวเองว่ากิจกรรมเหล่านั้นมีอะไรที่เหมือนกัน และทำไมจึงทำให้คุณไหลลื่น การฝึกฝนภาวะไหลลื่นยิ่งมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งใกล้ชิดกับอิคิไกของคุณมากขึ้นเท่านั้น


บทที่ 5: ปรมาจารย์แห่งอายุยืน – ถ้อยคำแห่งปัญญาจากผู้ที่มีชีวิตยืนยาวที่สุดในโลก

บทนี้เปิดเผยภูมิปัญญาจากเหล่า “ผู้สูงวัยพิเศษ” (supercentenarians) หรือบุคคลที่มีอายุ 110 ปีขึ้นไป พวกเขาไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ แต่การมีชีวิตยืนยาวกว่าค่าเฉลี่ยมากนั้นก็น่าทึ่ง จำนวนผู้สูงวัยพิเศษอาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งหมายความว่าการมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายสามารถช่วยให้เราเข้าร่วมกลุ่มของพวกเขาได้

เรามาฟังคำพูดจากปรมาจารย์แห่งอายุยืนเหล่านี้กัน:

  • มิซาโอะ โอคาวะ (117 ปี): “กินแล้วก็นอน แล้วคุณจะมีชีวิตที่ยืนยาว คุณต้องเรียนรู้ที่จะผ่อนคลาย” เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในสามศตวรรษ และยังคงดูแลตัวเองได้จนถึงอายุ 110 ปี เธอให้เครดิตกับการกินซูชิและการนอนหลับ รวมถึงความกระหายในชีวิตอันยิ่งใหญ่
  • มาเรีย คาโปวิลล่า (116 ปี): “ฉันไม่เคยกินเนื้อสัตว์เลยในชีวิต” เธอเป็นหญิงชราที่ยังคงเต้นรำและประดิษฐ์งานฝีมือได้ เธอบอกว่าตัวเองไม่ทราบเคล็ดลับอายุยืนยาว แต่เชื่อว่าการไม่กินเนื้อสัตว์คือส่วนหนึ่ง
  • ฌาน คาลมองต์ (122 ปี): “ทุกอย่างเรียบร้อยดี” เธอเป็นบุคคลที่ได้รับการยืนยันอายุยืนที่สุดในประวัติศาสตร์ เธอขี่จักรยานจนถึงอายุ 100 ปี และเลิกสูบบุหรี่เมื่ออายุ 120 ปี เคล็ดลับหนึ่งของเธออาจเป็นอารมณ์ขัน
  • วอลเตอร์ บรอยนิง (114 ปี): “ถ้าคุณทำให้จิตใจและร่างกายยุ่งอยู่เสมอ คุณจะมีชีวิตอยู่ได้นาน” เขาใช้ชีวิตในสามศตวรรษ และทำงานในเส้นทางรถไฟมา 50 ปี เขามีนิสัยกินเพียงสองมื้อต่อวันและทำงานให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขายังคงออกกำลังกายทุกวันจนกระทั่งอายุ 112 ปี และเขาก็ไม่เคยกลัวความตาย
  • อเล็กซานเดอร์ อิมิช (111 ปี): “ผมแค่ยังไม่ตาย” เขาเป็นนักเคมีและนักจิตวิทยานอกแบบแผนผู้ไม่เคยดื่มแอลกอฮอล์

อย่างไรก็ตาม เคล็ดลับอายุยืนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่ผู้สูงวัยพิเศษเท่านั้น ศิลปิน ผู้ที่ยังคงจุดประกายอิคิไกของตนเองแทนที่จะเกษียณอายุ ก็แสดงให้เห็นถึงพลังนี้ ศิลปะในทุกรูปแบบเป็นอิคิไกที่สามารถนำความสุขและจุดมุ่งหมายมาสู่ชีวิตของเรา โฮคุไซ จิตรกรชาวญี่ปุ่นผู้มีชีวิตอยู่ 88 ปี เชื่อว่าผลงานของเขาก่อนอายุ 70 ปีไม่คู่ควรที่จะถูกนับ และเขาหวังว่าจะเข้าใจความลึกลับของสิ่งต่างๆ ได้เมื่ออายุ 90 ปี และเมื่ออายุ 110 ปี ทุกเส้นสายที่เขาวาดจะเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิต

ศิลปินคนอื่นๆ ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (86 ปี) ผู้ปรารถนาจะเสียชีวิตบนเวที หรือ โอซามุ เทซึกะ บิดาแห่งมังงะญี่ปุ่นสมัยใหม่ ที่คำพูดสุดท้ายก่อนเสียชีวิตคือ “ได้โปรด ให้ผมทำงานเถอะ!” คาร์เมน เฮร์เรร่า จิตรกรวัย 100 ปี ผู้ขายผลงานชิ้นแรกเมื่ออายุ 89 ปี ยังคงมองไปข้างหน้าและรอคอยที่จะทำงานชิ้นต่อไป เอลส์เวิร์ธ เคลลี่ ศิลปินที่ล่วงลับไปแล้วในวัย 92 ปี ยืนยันว่าการที่เราสูญเสียความสามารถเมื่อแก่ชราเป็นเพียงความเชื่อส่วนหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้วเราพัฒนาความชัดเจนและความสามารถในการสังเกตได้มากขึ้น

ญี่ปุ่นเป็น “ซูเปอร์สตาร์” ระดับนานาชาติในด้านอายุยืนยาว ด้วยอายุคาดเฉลี่ยสูงสุดในโลก นอกเหนือจากอาหารที่ดีต่อสุขภาพและระบบการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการแล้ว อายุยืนในญี่ปุ่นยังเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับวัฒนธรรมของพวกเขา ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และความพยายามที่จะรักษากิจกรรมจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต คือกุญแจสำคัญสู่ความลับของการมีชีวิตที่ยืนยาว การมี “อิคิไก” ที่ชัดเจน จะนำพาคุณไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งสวยงามและเป็นประโยชน์แก่ชุมชนและตนเอง


บทที่ 6: บทเรียนจากผู้สูงวัยชาวญี่ปุ่นอายุยืน – ประเพณีและสุภาษิตเพื่อความสุขและอายุยืนยาว

ในบทนี้ นักเขียนได้เดินทางสู่ “โอกิมิ” (Ogimi) หมู่บ้านที่ได้รับการขนานนามว่า “หมู่บ้านแห่งอายุยืน” บนเกาะโอกินาวะ ที่นี่ พวกเขาสัมผัสได้ว่าเวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ราวกับทั้งเมืองใช้ชีวิตอยู่ใน “ปัจจุบัน” อย่างไม่สิ้นสุด ชาวโอกิมิใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่เร่งรีบ ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์

ชีวิตชุมชน เป็นหัวใจสำคัญของที่นี่ นายไทระจากศูนย์สนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี อธิบายว่า กลุ่ม “โมไอ” (Moai) ซึ่งเป็นกลุ่มคนในชุมชนที่ช่วยเหลือกัน ทำหน้าที่เหมือนครอบครัว และงานอาสาสมัครสำคัญกว่าเงินในหมู่บ้านนี้ ทุกคนเต็มใจช่วยเหลือกัน ทำให้ทุกคนรู้สึกมีประโยชน์และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน นางยุคิ วัย 88 ปี ผู้ยังคงขับรถอยู่ด้วยความภาคภูมิใจ เล่าว่าอาหารที่เธอกินส่วนใหญ่มาจากสวนผักของตัวเอง เธอเสริมว่า “อาหารไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด เคล็ดลับคือการยิ้มและมีความสุข”

ชาวโอกิมิมี “ชีวิตทางสังคม” ที่เข้มข้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ศูนย์ชุมชน พวกเขาให้ความสำคัญกับ “อายุยืนยาว” และมีการเฉลิมฉลองอยู่เสมอ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม ดนตรี เพลง และการเต้นรำเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน นักเขียนได้เข้าร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของชาวบ้านสามคนที่มีอายุ 99, 94 และ 89 ปี พวกเขาร้องเพลงและเต้นรำกันอย่างสนุกสนานราวกับวัยรุ่น นอกจากนี้ พวกเขายังชวนนักเขียนเล่น “เกตบอล” (gateball) ซึ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้สูงอายุของโอกินาวะ และนักเขียนก็แพ้ให้กับหญิงชราวัย 104 ปี การเล่นและเฉลิมฉลองร่วมกันในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญ

จิตวิญญาณ ก็เป็นสิ่งสำคัญต่อความสุขของชาวบ้านเช่นกัน ศาสนาหลักในโอกินาวะคือ “ริวกิวชินโต” (Ryukyu Shinto) ซึ่งผสมผสานองค์ประกอบของลัทธิเต๋า ขงจื๊อ พุทธศาสนา และชินโต เข้ากับองค์ประกอบของหมอผีและอนิเมติสซึม (ความเชื่อว่าสรรพสิ่งมีวิญญาณ) ชาวโอกินาวะเชื่อว่าโลกเต็มไปด้วยวิญญาณจำนวนมาก และสิ่งสำคัญคือต้องเอาใจวิญญาณเหล่านี้ผ่านพิธีกรรมและเทศกาลต่างๆ ผู้หญิง หรือที่เรียกว่า “ยูตะ” (Yuta) ถือว่ามีความเหนือกว่าทางจิตวิญญาณ และเป็นสื่อกลางในการติดต่อกับโลกวิญญาณ การบูชาบรรพบุรุษก็เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่สำคัญในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในโอกินาวะ

แนวคิดเรื่อง “มาบูอิ” (Mabui) ซึ่งเป็นแก่นแท้หรือพลังชีวิตของเรา ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อนี้ มาบูอิเป็นอมตะและทำให้เราเป็นเรา

การใช้ชีวิตในโอกิมินั้นเข้มข้นแต่ก็ผ่อนคลาย ชาวบ้านดูเหมือนจะยุ่งอยู่กับงานสำคัญตลอดเวลา แต่ทุกอย่างทำด้วยความสงบ พวกเขายังคงแสวงหาอิคิไก แต่ไม่เคยเร่งรีบ พวกเขายังคงยึดมั่นในหลักการแห่งความสุขที่ว่า “สิ่งสำคัญยิ่งใหญ่ในชีวิตนี้ คือบางสิ่งบางอย่างให้ทำ บางสิ่งบางอย่างให้รัก และบางสิ่งบางอย่างให้หวัง”

การสัมภาษณ์ชาวบ้านโอกิมิเผยให้เห็นเคล็ดลับอายุยืนที่น่าสนใจ:

  1. ไม่ต้องกังวล: รักษาหัวใจให้เยาว์วัย เปิดใจให้ผู้คนด้วยรอยยิ้ม วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงความวิตกกังวลคือการออกไปทักทายผู้คน
  2. ปลูกฝังนิสัยที่ดี: ทำสวนผัก ทำอาหารเอง รักษานิ้วมือให้ยุ่งอยู่เสมอ ตื่นเช้าออกกำลังกาย กินอาหารหลากหลาย และทำงาน การระลึกถึงบรรพบุรุษทุกเช้าก็เป็นสิ่งสำคัญ
  3. บ่มเพาะมิตรภาพทุกวัน: การรวมตัวกับเพื่อนฝูงคืออิคิไกที่สำคัญที่สุด การพูดคุยกับคนที่รักทุกวันคือความลับของชีวิตที่ยืนยาว
  4. ใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งรีบ: “ช้าลง” และ “ผ่อนคลาย” การทำหลายสิ่งพร้อมกัน แต่ทำทีละอย่างโดยไม่รู้สึกท่วมท้น การเข้านอนแต่หัวค่ำ ตื่นเช้า และไปเดินเล่น ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและเพลิดเพลินกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
  5. มองโลกในแง่ดี: พูดกับตัวเองทุกวันว่า “วันนี้จะเต็มไปด้วยสุขภาพและพลังงาน ใช้ชีวิตให้เต็มที่” การหัวเราะคือสิ่งสำคัญที่สุด การเต้นรำและร้องเพลงกับหลานๆ คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต รู้สึกโชคดีที่ได้เกิดที่นี่และยิ้มอยู่เสมอ และสุดท้าย “ไม่มีความลับอะไร เคล็ดลับก็แค่การใช้ชีวิต”

สรุปได้ว่า วิถีชีวิตของชาวโอกิมิโดดเด่นด้วยการทำสวนผัก การรวมกลุ่มในชุมชน การเฉลิมฉลอง การมีจุดมุ่งหมายในชีวิต (อิคิไก) ที่ไม่จริงจังเกินไป การภาคภูมิใจในประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น ความหลงใหลในทุกสิ่งที่ทำ และความรู้สึก “ยูอิมาอารุ” (yuimaaru) หรือการตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้คน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พวกเขามักจะยุ่งอยู่เสมอ แต่ก็เป็นงานที่ช่วยให้ผ่อนคลาย


สรุปส่งท้าย

บทที่ 4–6 แสดงให้เห็นชัดเจนว่า อิคิไก ไม่ได้เป็นแค่แนวคิด แต่เป็นวิถีชีวิตที่จับต้องได้ ตั้งแต่การเข้าสู่ ภาวะไหลลื่น ในกิจกรรมประจำวัน คำสอนของ ผู้สูงวัยพิเศษ ไปจนถึงบทเรียนจาก หมู่บ้านโอกิมิ ที่ผสานชุมชนและจิตวิญญาณ ทุกอย่างสะท้อนว่าอิคิไกคือพลังที่ทำให้ชีวิตยืนยาวและเต็มไปด้วยความหมาย

ตอนถัดไป เราจะเดินทางต่อสู่บทที่ 7 เป็นต้นไป เพื่อค้นหาวิธีการนำอิคิไกมาประยุกต์ใช้จริงในชีวิตของเรา

ใส่ความเห็น

Discover more from LikeDigest

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading