Surrounded by Idiots ตอนที่ 1

วันนี้เราจะมาเจาะลึกหนังสือสุดฮิต “Surrounded by Idiots” ของ Thomas Erikson กันต่อในสไตล์บล็อกที่เราจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดๆ เหมือนคุยกับเพื่อนสนิท โดยใน Part 1 นี้ เราจะมาทำความเข้าใจตั้งแต่บทนำไปจนถึงบทที่ 7 กันเลย! ใครที่เคยรู้สึกว่าคนรอบตัวคิดไม่เหมือนเราบ้าง ก็เตรียมตัวพบกับคำตอบที่จะทำให้ชีวิตการสื่อสารของคุณง่ายขึ้นเยอะ!

บทนำ: ชายผู้ถูกห้อมล้อมด้วยคนโง่

เคยไหมที่รู้สึกว่า “ทำไมคนอื่นถึงไม่เข้าใจเราเลย?” Thomas Erikson ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกันครับ เขาเล่าว่าตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย เขาก็สังเกตมาตลอดว่าทำไมบางคนถึงคุยกับเขาง่ายจัง แต่กับบางคนนี่มันยากเหลือเกิน จนกระทั่งอายุ 25 ปี เขาได้พบกับคุณ Sture นักธุรกิจรุ่นใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ แต่คุณ Sture กลับบ่นว่า “ถูกห้อมล้อมด้วยคนโง่” ไปหมด นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Thomas สนใจศึกษาพฤติกรรมมนุษย์อย่างจริงจัง!

หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปรู้จักกับ “DISA” หรือ “DISC System” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้อธิบายความแตกต่างในการสื่อสารของมนุษย์ และเป็นวิธีจัดประเภทพฤติกรรมที่ใช้ตลอดทั้งเล่ม ชื่อย่อ DISC มาจาก Dominance (การบงการ), Inducement/Inspiration (การชักจูง/สร้างแรงบันดาลใจ), Submission/Stability (การยินยอม/ความมั่นคง) และ Compliance/Analytic ability (การปฏิบัติตาม/ความสามารถในการวิเคราะห์) โดยแต่ละประเภทพฤติกรรมจะถูกเชื่อมโยงกับ สีต่างๆ ได้แก่ แดง (Red), เหลือง (Yellow), เขียว (Green) และ น้ำเงิน (Blue)

Thomas Erikson เล่าว่าเขาใช้เครื่องมือนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว และได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม เขาเชื่อว่าถ้าเราเข้าใจว่าทำไมคนรอบข้างถึงมีพฤติกรรมแบบที่เขาเป็น ความขัดแย้งมากมายก็จะหลีกเลี่ยงได้ เป้าหมายหลักของหนังสือไม่ใช่การตีตราใครว่าเป็น “คนโง่” แต่เป็นการช่วยให้เราเข้าใจว่า “คนงี่เง่าที่อยู่รอบตัวคุณ จริงๆ แล้วไม่ใช่คนงี่เง่าเลย” พวกเขาเป็นเพียงแค่บุคคลที่มีคุณค่า ควรได้รับความเคารพ เข้าใจ และได้รับการให้คุณค่า

การทำความเข้าใจกรอบความคิดนี้จะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าในเกมชีวิตได้ และถ้าเราไม่เข้าใจและไม่ใช้หลักการเหล่านี้ เราก็จะยังคงถูก “ห้อมล้อมด้วยคนงี่เง่า” ต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครต้องการแบบนั้น ผู้เขียนเน้นย้ำว่าการเรียนรู้เรื่องนี้ต้องใช้เวลาและลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่แค่การอ่านทฤษฎีเท่านั้น เหมือนกับการเรียนภาษาใหม่ๆ ที่ต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เขาหวังว่าการอ่านหนังสือเล่มนี้จะทำให้เราเริ่มต้นเส้นทางแห่งการเรียนรู้ที่เขาเริ่มมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และเราจะไม่เสียใจที่ได้อ่านมัน


บทที่ 1: การสื่อสารเกิดขึ้นตามเงื่อนไขของผู้ฟัง

มาต่อกันที่บทแรกนะครับเพื่อนๆ บทนี้เปิดประเด็นมาน่าสนใจมากว่า “การสื่อสารจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้เงื่อนไขของผู้ฟัง” ฟังดูแปลกๆ ใช่ไหมครับ? ผู้เขียนอธิบายว่าทุกสิ่งที่เราพูดออกไปจะถูกกรองผ่านกรอบอ้างอิง อคติ และแนวคิดที่มีอยู่ก่อนหน้าของผู้ฟัง สิ่งที่เหลืออยู่คือข้อความที่ผู้ฟังเข้าใจจริงๆ ซึ่งหลายครั้งมันอาจจะ ตีความแตกต่างไปจากสิ่งที่เราตั้งใจจะสื่อสารโดยสิ้นเชิง

มันอาจจะรู้สึกท้อใจหน่อยๆ ที่เราควบคุมสิ่งที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้น้อยมาก ไม่ว่าเราอยากจะพยายามอธิบายให้คนอื่นเข้าใจมากแค่ไหน มันก็ทำอะไรได้ไม่มากนัก นี่คือหนึ่งในความท้าทายมากมายของการสื่อสาร เราไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้ฟังได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่ต่างตระหนักและอ่อนไหวต่อวิธีที่พวกเขาต้องการได้รับการปฏิบัติ การที่เรา ปรับตัวเข้าหาวิธีที่คนอื่นต้องการได้รับการปฏิบัติ จะทำให้เราสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Thomas Erikson ย้ำว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องพัฒนาความยืดหยุ่น และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารของเราได้เมื่อพูดคุยกับผู้คนที่แตกต่างจากเรา เพราะความจริงอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีการสื่อสารแบบใด ในฐานะปัจเจกบุคคล คุณจะยังคงเป็น “ชนกลุ่มน้อย” เสมอ ไม่ว่าคุณจะมีพฤติกรรมแบบไหน คนส่วนใหญ่รอบตัวคุณก็จะทำงานแตกต่างจากคุณ เราไม่สามารถยึดวิธีการสื่อสารตามความชอบส่วนตัวของเราได้ฝ่ายเดียว ความยืดหยุ่นและความสามารถในการตีความความต้องการของผู้อื่นคือสิ่งที่บ่งบอกถึงนักสื่อสารที่ดี การรู้และเข้าใจรูปแบบพฤติกรรมและวิธีการสื่อสารของคนอื่นจะช่วยให้เราคาดเดาปฏิกิริยาของพวกเขาในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น และเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงคนเหล่านั้นอย่างมาก

ผู้เขียนชี้แจงว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้อ้างว่าครอบคลุมการสื่อสารของมนุษย์ทั้งหมด เพราะสัญญาณที่เราส่งออกไปมีมากมายมหาศาลเกินกว่าจะรวบรวมไว้ในหนังสือเล่มเดียวได้หมด ไม่ว่าจะเป็นภาษากาย ความแตกต่างทางวัฒนธรรม หรือปัจจัยทางจิตวิทยาต่างๆ อย่างไรก็ตาม เราสามารถ หลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่ชัดเจนที่สุดได้ด้วยการทำความเข้าใจพื้นฐานของการสื่อสารของมนุษย์

เขาเปรียบเทียบว่า “รูปแบบพฤติกรรมก็เหมือนกับกล่องเครื่องมือ” เครื่องมือทุกชนิดล้วนจำเป็น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ค้อนใหญ่เหมาะกับการทุบกำแพง แต่ไม่เหมาะกับการแขวนรูป บางคนอาจไม่เห็นด้วยกับการจัดคนเป็นประเภทๆ แต่ความจริงคือทุกคนก็ทำแบบนั้นอยู่ดี ความแตกต่างนั้นมีอยู่จริง และการชี้ให้เห็นอย่างถูกวิธีถือเป็นสิ่งที่ดี

ผู้เขียนยังอธิบายว่ามีเพียงสองสถานการณ์ที่เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ:

  1. เมื่อคุณอยู่คนเดียวในห้อง จะพูดอะไร ทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องกังวลว่าใครจะได้รับผลกระทบ
  2. เมื่อคนอื่นๆ ในห้องเหมือนคุณทุกอย่าง ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ในสถานการณ์อื่นๆ การเข้าใจว่าคนอื่นรับรู้เราอย่างไร และเรียนรู้วิธีการทำงานของคนอื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะคนส่วนใหญ่ที่เราเจอจะไม่เหมือนเรา

บทที่ 2: ทำไมเราถึงเป็นอย่างที่เราเป็น?

มาดูกันต่อว่าทำไมเราถึงมีพฤติกรรมแบบที่เราเป็นนะครับ บทนี้บอกเราว่า พฤติกรรมที่เราแสดงออกนั้นเป็นผลมาจากบุคลิกภาพและปัจจัยแวดล้อมต่างๆ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ BEHAVIOR = f (P×Sf) โดยที่ P คือ Personality (บุคลิกภาพ) และ Sf คือ Surrounding factors (ปัจจัยแวดล้อม) พฤติกรรมคือสิ่งที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ ส่วนบุคลิกภาพคือสิ่งที่เราพยายามทำความเข้าใจ และปัจจัยแวดล้อมคือสิ่งที่เรามีอิทธิพลต่อมัน

ผู้เขียนเน้นย้ำว่า “คนรอบข้างมักจะเห็นพฤติกรรมที่ถูกปรับเปลี่ยนของเรา” หรือที่เราเรียกว่า “หน้ากาก” ที่เราสวมใส่เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่กำหนด การที่เราตีความสถานการณ์เฉพาะเจาะจงแล้วเลือกที่จะแสดงออกอย่างไร นั่นคือพฤติกรรมที่คนอื่นรอบข้างเราได้สัมผัส การมีหน้ากากหลายๆ อันไม่ใช่เรื่องแปลก เช่น มีหน้ากากสำหรับการทำงาน และอีกอันสำหรับที่บ้าน หรืออาจจะมีอีกอันสำหรับเวลาไปเยี่ยมญาติๆ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ลงลึกในจิตวิทยาขั้นสูง แต่เน้นว่าเราตีความสถานการณ์แตกต่างกันและลงมือทำตามนั้น ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ปัจจัยรอบข้างจะทำให้เราเลือกเส้นทางการกระทำที่เฉพาะเจาะจง

ในบทนี้ยังกล่าวถึงการเรียนรู้และพัฒนาของเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเลียนแบบ เด็กจะเลียนแบบสิ่งที่เขาเห็นรอบตัว โดยบ่อยครั้งที่พ่อแม่เพศเดียวกันจะกลายเป็นแบบอย่างในการเลียนแบบ

สรุปคือ เราต่างมีอิทธิพลต่อกันและกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่ตลอดเวลา เคล็ดลับคือการพยายามทำความเข้าใจว่ามีอะไรอยู่ภายใต้พื้นผิวของคนแต่ละคน และหนังสือเล่มนี้ก็เกี่ยวกับเรื่องของพฤติกรรมทั้งหมดนั่นเอง มันคือการทำความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วคนอื่นมองเราอย่างไร และเราจะใช้ความเข้าใจนี้เพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของคนเหล่านั้นได้อย่างไร บทนี้เป็นการปูพื้นฐานสำคัญว่าพฤติกรรมไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกมาเกี่ยวข้อง และเราควรพยายามมองให้ลึกลงไปกว่าแค่สิ่งที่เห็น


บทที่ 3: แนะนำระบบ

เข้าสู่บทที่ 3 กันแล้วนะครับ บทนี้จะพาเราดำดิ่งเข้าสู่หัวใจของระบบที่ Thomas Erikson ใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ นั่นก็คือ ระบบ DISC หรือการแบ่งพฤติกรรมออกเป็น 4 สีหลัก ได้แก่ แดง เหลือง เขียว และน้ำเงิน ผู้เขียนบอกว่าถ้าอยากรู้ที่มาที่ไปของระบบนี้จริงๆ สามารถไปอ่านได้ที่หน้า 228 (ซึ่งจะอยู่ในบทที่ 18) แต่สำหรับตอนนี้ เขาอยากให้เราโฟกัสไปที่การทำความเข้าใจว่าระบบนี้ทำงานอย่างไรในทางปฏิบัติก่อน

สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ คนประมาณ 80% มีพฤติกรรมที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานของสองสี ในขณะที่ประมาณ 5% มีเพียงสีเดียวที่โดดเด่น และที่เหลืออีกประมาณ 15% จะมีพฤติกรรมที่โดดเด่นด้วยสามสี ตลอดทั้งเล่ม ผู้เขียนจะเน้นไปที่การอธิบายแต่ละสีเดี่ยวๆ เพราะมองว่ามันคือ องค์ประกอบพื้นฐานของพฤติกรรมมนุษย์ เปรียบเหมือนกับการทำอาหาร ที่เราต้องเข้าใจส่วนผสมทุกอย่างก่อนจะอบเค้กออกมา พฤติกรรมสีเขียวล้วนๆ หรือสีเขียวผสมกับสีอื่น เป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนพฤติกรรมสีแดงล้วนๆ หรือสีแดงผสมกับสีอื่นนั้นพบได้น้อยที่สุด

ผู้เขียนชวนให้เราสังเกตว่าคนหลายๆ คนที่เราพบเจอมีคุณสมบัติที่เราอาจจะปรารถนาอยากมีบ้าง หรือบางครั้งก็ถึงขั้นอิจฉาเลยทีเดียว พวกเขาสามารถทำสิ่งที่ยากสำหรับเราได้อย่างง่ายดาย:

  • บางทีเราอาจจะอยากเป็นคนเด็ดขาดเหมือน “คนสีแดง”
  • หรืออยากจะเข้าสังคมกับคนแปลกหน้าได้ง่ายๆ เหมือน “คนสีเหลือง”
  • อาจจะปรารถนาที่จะไม่เครียดมากนัก และใช้ชีวิตสบายๆ เหมือน “คนสีเขียว”
  • และบางทีเราอาจจะอยากจัดตารางชีวิตให้เป็นระเบียบได้ดีขึ้น เหมือนที่ “คนสีน้ำเงิน” ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ในทางกลับกัน การอ่านบทนี้ก็จะทำให้เราตระหนักถึง “จุดอ่อน” ของตัวเอง ด้วยเช่นกัน:

  • เราอาจจะเคยเป็นคนชอบออกคำสั่งมากไปหน่อย เหมือนที่ คนสีแดง ชอบทำ
  • หรือพูดมากเกินไป เหมือนที่ คนสีเหลือง ชอบทำ
  • อาจจะสบายๆ เกินไป ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับอะไร เหมือนจุดอ่อนของ คนสีเขียว
  • หรืออาจจะเป็นคนขี้ระแวง ระแวงไปเสียทุกเรื่อง เห็นความเสี่ยงอยู่ทุกหนแห่ง เหมือน คนสีน้ำเงิน

นี่คือโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ที่จะเห็น “ข้อผิดพลาด” หรือ “ข้อจำกัด” ของตัวเอง และหาวิธีจัดการกับมันอย่างเหมาะสม ผู้เขียนแนะนำให้เราจดบันทึก ขีดเส้นใต้ และมีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่เราอ่านอย่างจริงจัง เพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


บทที่ 4: พฤติกรรมสีแดง: วิธีการจดจำผู้มีอำนาจที่แท้จริงและหลีกเลี่ยงการขวางทางเขา

เพื่อนๆ เคยเจอคนประเภทที่ว่า “ต้องทำแบบที่ฉันบอก ตอนนี้เลย!” บ้างไหมครับ? นี่แหละคือพฤติกรรมหลักของ “คนสีแดง” เลย! ในตำราของฮิปโปเครติส พวกเขาถูกเรียกว่า “คนเจ้าอารมณ์” (choleric) ซึ่งหมายถึงคนที่มีอารมณ์ร้อน ในยุคปัจจุบัน คุณอาจจะเรียกคนสีแดงว่า “กล้าหาญ ทะเยอทะยาน มีแรงผลักดัน” แต่ก็อาจจะ “อารมณ์ร้อน หุนหันพลันแล่น หรือชอบบงการ” ได้ด้วย คุณจะสังเกตเห็นคนสีแดงได้ไม่ยากเลยครับ เพราะพวกเขาไม่พยายามจะปกปิดตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเลย

  • “เวลาคือเงิน (Time Is Money)”: สำหรับคนสีแดง “เร็ว” เท่ากับ “ดี” พวกเขาเป็นนักคิดที่รวดเร็ว และมักจะก้าวไปข้างหน้าก่อนที่คนอื่นจะตามทัน ถ้าคุณกำลังประชุมอยู่แล้วเห็นใครบางคนกำลังคิดถึงขั้นตอนต่อไปของงานอยู่ นั่นอาจจะเป็นคนสีแดงที่เริ่มเบื่อแล้ว คนสีแดงไม่เคยเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ทำให้งานคืบหน้า ทันทีที่งานไม่ชัดเจนหรือใช้เวลานานเกินไป คนสีแดงจะกระตุ้นให้ทุกอย่างเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนยกตัวอย่างคุณ Björn เจ้าของบริษัทที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูง เพราะเขาเป็นคนสีแดง เขาจัดการงานในแต่ละวันได้มากกว่าคนปกติ และใช้เวลาว่างเพียง 5 นาทีก็สามารถตอบอีเมล โทรศัพท์ หรืออ่านรายงานการประชุมได้ สำหรับคนสีแดง การหยุดนิ่งคือสิ่งที่พวกเขาเกลียดที่สุด
  • “ฟ้าคือขีดจำกัด หรือเปล่า? (The Sky’s the Limit. Or Is It?)”: สำหรับคนสีแดง งบประมาณที่สมจริงคือ “งบประมาณของคนขี้ขลาด” ถ้าเราไม่ผลักดันตัวเองจนถึงขีดสุด เราก็ยังพยายามไม่มากพอ คนสีแดงรักงานที่ยาก ความทะเยอทะยานของพวกเขามักจะไร้ขีดจำกัด ความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์และความท้าทายที่ยากลำบากคือคุณสมบัติที่โดดเด่นของพฤติกรรมสีแดง พวกเขาเชื่อว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้แค่ใช้เวลานานขึ้นเท่านั้น” สำหรับคนสีแดง อำนาจไม่ใช่เป้าหมายในตัวเอง แต่เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ชอบตัดสินใจด้วยตัวเองและหลีกเลี่ยงการรอคนอื่น พวกเขาไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร เพราะพวกเขาอยู่ที่นี่เพื่อตัวเอง
  • “ให้ฉันบอกคุณเองว่าเรื่องเป็นยังไงจริงๆ (Let Me Tell You How Things Really Are)”: คนสีแดงจะทุ่มเททุกอย่างที่เขามี พวกเขามีความมั่นใจอย่างมากในความคิดเห็นของตัวเอง และจะพูดสิ่งเหล่านั้นออกมาตรงๆ อย่างไม่ลังเล พวกเขาจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและทำให้คนอื่นเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาพูดคือความจริงเพียงหนึ่งเดียว ผู้เขียนยกตัวอย่าง Elisabeth ที่ประกาศอย่างมั่นใจว่าบริษัทจะทำรายได้กว่า 50 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ ทั้งๆ ที่ความจริงคือ 2-2.5 ล้านดอลลาร์ Elisabeth อาจจะไม่ได้สนใจรายละเอียด แต่ความมั่นใจในน้ำเสียงของเธอทำให้ทุกคนเชื่อ หรือในคำพูดของเพื่อนผู้เขียน: “มีสองวิธีในการทำสิ่งนี้ คือวิธีของฉัน กับวิธีที่ผิด”
  • “มีแต่ปลาตายเท่านั้นที่ไหลตามน้ำ (Only Dead Fish Go with the Flow)”: คนสีแดงเป็นคนบุกเบิกและใจแข็ง พวกเขาเป็นคน “มุ่งเน้นผลลัพธ์” และ “เด็ดขาด” สำหรับคนสีแดง การทำสิ่งต่างๆ เหมือนคนอื่นไม่เพียงพอ และเพียงแค่ว่ามันยาก ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะหยุดทำ พวกเขาไม่กลัวความเสี่ยงหรือการที่จะต้องอยู่บนจุดสูงสุดเพียงลำพัง เพราะพวกเขารู้ว่าความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และทุกอย่างขึ้นอยู่กับการทำงานหนัก พวกเขาจะจัดการปัญหาให้เสร็จสิ้น

บทที่ 5: พฤติกรรมสีเหลือง: วิธีการจดจำคนที่มีหัวลอยและพาเขากลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง

มาถึงคิวของ “คนสีเหลือง” กันบ้างครับเพื่อนๆ! คนกลุ่มนี้คือคนประเภท “มองเห็นแสงแดดในที่ที่คนอื่นเห็นแต่เมฆดำ” ถ้าคุณเคยเจอใครที่หัวเราะได้แม้จะไม่มีข่าวดีมาหลายเดือน หรือเป็นจุดศูนย์กลางของงานปาร์ตี้ที่ทุกคนมารุมล้อม นั่นแหละคือคนสีเหลือง พวกเขาเป็นคน “มองโลกในแง่ดีและร่าเริง” (sanguine ตามทฤษฎีฮิปโปเครติส) และเป็น “คนที่มองเห็นความเป็นไปได้” เสมอ ชีวิตคือปาร์ตี้ที่ต้องลิ้มรสทุกคำ และคนสีเหลืองก็จะทำให้แน่ใจว่าได้ลิ้มรสทุกอย่างจริงๆ

  • “ฟังดูสนุก! ให้ฉันทำเลย! (That Sounds Fun! Let Me Do It!)”: คุณจำคนสีเหลืองได้ง่ายมากครับ เขาคือคนที่พูดตลอดเวลา เขาจะให้คำตอบมากกว่าถามคำถาม และบ่อยครั้งก็ตอบคำถามที่ไม่มีใครถามด้วยซ้ำ! เขาอาจจะตอบคำถามด้วยการเล่าเรื่องที่อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เลยก็ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเขาจะทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้น ทัศนคติที่มองโลกในแง่ดีของพวกเขายังทำให้เราโกรธนานๆ ไม่ได้ด้วย ผู้เขียนถึงกับบอกว่าคนสีเหลืองอาจจะเป็นสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาสร้างความบันเทิง ทำให้อารมณ์ดี และมักมีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขาเสมอ พวกเขาเป็นคนที่ “ชอบสัมผัส” และตัดสินใจเร็วเหมือนคนสีแดง แต่ไม่ค่อยอธิบายเหตุผลได้ชัดเจนนัก มักจะบอกแค่ว่า “มันรู้สึกถูกต้อง”
  • “คนมากยิ่งดี! เพื่อนของคุณคือเพื่อนของฉัน… (“The More the Merrier! Your Friends Are My Friends.…)”: คนสีเหลืองเน้นการสร้างความสัมพันธ์เป็นหลัก พวกเขาเป็นคนเปิดเผยและมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างมาก กระตือรือร้น ตื่นเต้น และยินดีที่จะแสดงความรู้สึกต่อผู้อื่น รวมถึงคนแปลกหน้าด้วย พวกเขาสามารถพูดคุยกับใครก็ได้ ไม่ขี้อายเลย และมองว่าคนส่วนใหญ่ที่เจอเป็นคนน่าคบหา คนสีเหลืองมักจะยิ้มและหัวเราะอยู่เสมอ การมองโลกในแง่ดีของพวกเขาไม่มีวันแพ้ พวกเขามีพลังงานเยอะมาก สนใจสิ่งต่างๆ มากมาย และมักจะหาหนทางใหม่ๆ ในการทำสิ่งต่างๆ ลองนึกดูว่าใครได้การ์ดวันหยุดเยอะที่สุด? ใครมีเบอร์โทรศัพท์ในมือถือมากที่สุด? ใครมีเพื่อนบน Facebook เยอะที่สุด? ก็คนสีเหลืองนี่แหละ! พวกเขามีเพื่อนอยู่ทุกที่ และยอดเยี่ยมในการติดต่อกับทุกคนเพื่อรับรู้ข่าวสาร
  • “น่าทึ่งไหม? ฉันรักมันมากเลย! (“Isn’t It Amazing? I Just Loooove It to Bits!”)”: ถ้ามีอะไรที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมสีเหลืองได้ดีที่สุด นั่นคือ “การมองโลกในแง่ดีและความกระตือรือร้นที่ไร้ขีดจำกัด” มีน้อยสิ่งที่จะทำให้พวกเขารู้สึกไม่ดีไปได้นาน คนสีเหลืองมุ่งเน้นไปที่การค้นหาโอกาสและทางออก ผู้เขียนยกตัวอย่าง Micke เพื่อนสีเหลืองของเขา ที่ไม่ว่าจะเจอความท้าทายในชีวิตมากมายแค่ไหน เขาก็ยังคงมองโลกในแง่ดีและมีอารมณ์ขันอยู่เสมอ
  • “ที่ปรึกษาผู้มองโลกในแง่ดีกลับมาอีกครั้ง (The Optimistic Consultant Strikes Again)”: ด้วยความกระตือรือร้นและการมองโลกในแง่ดี คนสีเหลืองจะ สร้างความสุขและอบอุ่นให้คนรอบข้าง พวกเขาทำลายทุกอุปสรรคได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการมองโลกในแง่ดีที่ควบคุมไม่ได้ พวกเขาจะเห็นทางออกในที่ที่คนอื่นไม่เห็น คนสีเหลืองมีความสามารถพิเศษในการพลิกแพลงสิ่งต่างๆ หรือคิดนอกกรอบ ความคิดของคนสีเหลืองรวดเร็วมาก ซึ่งทำให้คนอื่นตามไม่ทัน บางครั้งพวกเขาก็อธิบายความคิดที่แปลกใหม่ของตัวเองได้ยาก พวกเขามักไม่มีข้อจำกัดใดๆ ในความคิดสร้างสรรค์ ไม่ค่อยสนใจโครงสร้างหรือลำดับขั้น ถ้าคุณต้องการแนวคิดใหม่ๆ ลองปรึกษาคนสีเหลืองที่คุณรู้จักสิครับ!
  • “ขายหิมะให้เพนกวิน (Selling Snow to a Penguin)”: ด้วยพลังงานและการมองโลกในแง่ดีทั้งหมด คนสีเหลืองเป็นคน “มีเสน่ห์และโน้มน้าวใจเก่งมาก” พวกเขามักใช้วลีและภาพที่สดใสในการพูด ซึ่งดึงดูดทุกประสาทสัมผัส โดยไม่รู้ตัว คนสีเหลืองหลายคนเป็นนักวาทศิลป์ที่มีทักษะ พวกเขาเข้าใจโดยสัญชาตญาณว่าผู้ส่งสารมีความสำคัญไม่แพ้ตัวข้อความเอง ดังนั้น พวกเขาจึงตั้งใจที่จะเข้าถึงคุณในฐานะปัจเจกบุคคล มักจะด้วยความเป็นมิตร การจับมือ การแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ และการทำให้คุณรู้สึกสำคัญ

บทที่ 6: พฤติกรรมสีเขียว: ทำไมการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องยากและจะจัดการอย่างไร

มาถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่สุดที่เราจะพบเจอได้เกือบทุกที่ นั่นคือ “คนสีเขียว” ครับ พวกเขาเป็นเหมือนค่าเฉลี่ยของสีอื่นๆ และมีลักษณะที่ “สมดุลที่สุด” ในสมัยฮิปโปเครติส พวกเขาถูกเรียกว่า “คนใจเย็น” (phlegmatic) ส่วนชาวแอซเท็กเรียกพวกเขาว่า “มนุษย์โลก” (earth people) คำที่ใช้อธิบายคนสีเขียวได้แก่ “สงบ ผ่อนคลาย และสบายๆ”

  • “จะทำยังไงดี? ไม่เร่งด่วนใช่ไหม? (How Are We Going to Do This? It’s Not Urgent, Right?)”: คนสีเขียวมักจะไม่โดดเด่นเหมือนสีอื่นๆ และมักจะนำความสงบมาสู่สถานการณ์ ในขณะที่คนสีแดงและเหลืองเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว คนสีเขียวจะ สงบกว่าอย่างเห็นได้ชัด และในขณะที่คนสีน้ำเงินจมอยู่กับรายละเอียด คนสีเขียวจะพยายามสัมผัสและค้นหาสิ่งที่ถูกต้อง ผู้เขียนบอกว่าถ้าคุณมีเพื่อนที่เป็นคนสีเขียว เขาจะไม่มีวันลืมวันเกิดของคุณ ไม่ริษยาความสำเร็จของคุณ และไม่พยายามแย่งซีนคุณด้วยการเล่าเรื่องของตัวเอง พวกเขาจะไม่พยายามเอาชนะคุณ ไม่รบกวนคุณด้วยข้อเรียกร้องใหม่ๆ และจะไม่เข้าควบคุม เว้นแต่จะได้รับคำสั่ง คนสีเขียว ค่อนข้าง เฉื่อยชา (passive) มากกว่าสีอื่นๆ ไม่ได้ขับเคลื่อนอย่างคนสีแดง ไม่ได้มีไหวพริบเท่าคนสีเหลือง และไม่เป็นระเบียบเท่าคนสีน้ำเงิน พวกเขาหลีกเลี่ยงการทำให้ใครขุ่นเคือง และจะไม่โต้ตอบถ้าเจ้านายตัดสินใจแปลกๆ (ต่อหน้า) พวกเขามักจะพยายามปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นคนที่มีความสมดุล
  • “ฉันรู้ว่าคุณหมายถึงอะไร (I Know Exactly What You Mean.)”: คนสีเขียวถูกจัดว่าเป็น “คนเก็บตัว” (introverts) ซึ่งหมายความว่าพวกเขามักจะมีความเคลื่อนไหวอยู่ในโลกภายใน พวกเขาไม่พูดเพียงเพื่อจะพูด เมื่อคุณเงียบกว่าคนรอบข้าง เป็นเรื่องธรรมชาติที่คุณจะฟัง และคนสีเขียวก็คือผู้ฟังที่ดี พวกเขาสนใจคุณและความคิดของคุณ ต่างจากคนสีแดงที่ฟังเฉพาะเมื่อมีผลประโยชน์ หรือคนสีเหลืองที่ไม่ค่อยฟังเลย (แม้จะปฏิเสธ) คนสีเขียวจะ “ได้ยิน” สิ่งที่คุณพูดจริงๆ พวกเขามีความสามารถในการรับรู้ปัญหาของมนุษย์อย่างแท้จริง พวกเขาอาจจะไม่ได้เสนอแนะหรือทางออกอะไร แต่พวกเขาเข้าใจสิ่งที่คุณบอก เฮเลน่า พนักงานขายคนหนึ่งที่ผู้เขียนเคยโค้ช ซึ่งเป็นคนสีเขียว ก็ประสบความสำเร็จจากการ “ฟัง” ลูกค้าอย่างตั้งใจ
  • “เพื่อนสนิทที่สุดในโลก (The Best Pal in the World)”: คนสีเขียวเป็นคน “เป็นมิตรโดยธรรมชาติ” เมื่อพวกเขาบอกคุณว่าห่วงใยคุณอย่างจริงใจ คุณวางใจได้เลย เหมือนคนสีเหลือง คนสีเขียวเป็นคนเน้นความสัมพันธ์ และความสนใจในผู้อื่นของพวกเขานั้นจริงใจและเป็นของแท้ ถ้ามีคนถามในกลุ่มว่าใครจะช่วยยกมือขึ้น และไม่มีใครอาสา คนสีเขียวจะรีบกระโดดเข้าช่วยและตะโกนว่า “เลือกฉัน!” เพราะพวกเขาไม่ต้องการทิ้งคุณไว้กลางทาง พวกเขาใจดีมากจนบางครั้งก็ถูกเอาเปรียบได้
  • “เมื่อพวกเขาบอกว่าจะทำอะไร คุณวางใจได้เลยว่ามันจะเสร็จ (Once They’ve Said They’ll Do Something, You Can Rest Assured That It Will Be Done)”: ถ้าคนสีเขียวบอกว่าจะทำอะไรบางอย่าง คุณสามารถมั่นใจได้เลยว่าเขาจะทำมัน อาจจะไม่ได้ทำเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็จะทำจนเสร็จ พวกเขาไม่บ่นหากไม่กระทบความมั่นคง และจะทำสิ่งเดิมต่อไป
  • “ใคร? ฉันเหรอ? ฉันไม่สำคัญ ลืมไปเลยว่าคุณเห็นฉัน (Who? Me? I’m Not Important. Forget That You Even Saw Me.)”: สำหรับคนสีเขียว “กลุ่มมาก่อนเสมอ” หรือ “ทีมมาก่อนตัวตน” นี่คือความจริงพื้นฐานสำหรับคนสีเขียว และไม่ควรถูกท้าทายอย่างรุนแรง ความรอบคอบของคนสีเขียวจะปรากฏชัดเจนที่นี่ พวกเขาให้ความสำคัญกับคนรอบข้างอย่างไม่สิ้นสุด นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยากที่จะได้รับคำตอบที่ตรงไปตรงมาจากคนสีเขียว เพราะเขาพยายามเอาใจทุกคนอยู่เสมอ ผู้เขียนยกตัวอย่าง Kristoffer ที่โทรมาหาเขาเรื่องหม้อต้มน้ำทั้งๆ ที่ตัวเองติดอยู่ในออฟฟิศเพราะลืมกุญแจ แต่กลับไม่ยอมบอกตรงๆ จนผู้เขียนต้องถามเอง

บทที่ 7: พฤติกรรมสีน้ำเงิน: การแสวงหาความสมบูรณ์แบบ

ในที่สุดก็มาถึงสีสุดท้าย นั่นคือ “คนสีน้ำเงิน” ครับ! คนกลุ่มนี้เป็นคนน่าสนใจ ไม่ค่อยสร้างความวุ่นวาย แต่ก็ “คอยจับตาดูทุกสิ่งรอบตัว” ในขณะที่คนสีเขียวมักจะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ คนสีน้ำเงินจะ “มีคำตอบที่ถูกต้องทั้งหมด” เบื้องหลัง พวกเขาคอย “วิเคราะห์ จัดหมวดหมู่ ประเมิน และคาดการณ์” อยู่ตลอดเวลา คุณจะรู้เลยว่าคุณเจอคนสีน้ำเงิน ถ้าคุณไปบ้านใครสักคนแล้วทุกอย่างถูกจัดระเบียบอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ตั้งแต่ป้ายชื่อตะขอแขวนเสื้อ เมนูอาหารที่วางแผนไว้ล่วงหน้า หรือแม้กระทั่งเครื่องมือในกล่องที่จัดวางเป็นที่เป็นทาง พวกเขายังเป็น “คนมองโลกในแง่ร้าย” (หรือที่พวกเขาเรียกว่า “คนมองโลกตามความเป็นจริง”) พวกเขาจะมองเห็นข้อผิดพลาดและมองเห็นความเสี่ยงเสมอ เป็นพวก “เมลังโคลี” (melancholic) ซึ่งเป็นสีสุดท้ายที่ปิดวงจรพฤติกรรมของฮิปโปเครติส คำที่ใช้อธิบายคนสีน้ำเงินคือ “สุขุม รอบคอบ วิเคราะห์เก่ง และเน้นรายละเอียด”

  • “ทำไมเราถึงทำแบบนี้? วิทยาศาสตร์เบื้องหลังคืออะไร? (Why Are We Doing This? What’s the Science Behind It?)”: คนสีน้ำเงินมักตั้งคำถามถึงเหตุผลและข้อมูลเบื้องหลังของทุกสิ่ง พวกเขาชอบความถูกต้องและวิทยาศาสตร์
  • “ขอโทษนะครับ แต่มันไม่ถูกต้องทั้งหมด (Excuse Me, but That’s Not Quite Accurate.)”: เราทุกคนต่างมีเพื่อนประเภทนี้ใช่ไหมครับ? คนสีน้ำเงิน “รู้ทุกอย่างก่อนที่จะเปิดปากพูด” พวกเขาค้นหาข้อมูลใน Google อ่านคู่มือ และตรวจสอบพจนานุกรมอย่างละเอียด ก่อนที่จะนำเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ แต่สิ่งสำคัญคือ ถ้าไม่ได้ถูกถาม คนสีน้ำเงินก็ไม่น่าจะพูดอะไรในเรื่องนั้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศว่าตัวเองรู้อะไร แม้คนสีน้ำเงินจะไม่ได้รู้ทุกอย่าง แต่คุณสามารถมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกต้อง
  • “ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกครับ ผมแค่ทำตามหน้าที่ (It’s Not a Big Deal—I Was Just Doing My Job.)”: เป็นเรื่องที่น่าทึ่งที่คนรู้ทุกอย่างกลับเป็นคนถ่อมตัว คนสีน้ำเงินไม่ค่อยโอ้อวดหรือสร้างความวุ่นวาย แม้ว่าพวกเขาจะรู้ทุกอย่างก็ตาม การที่เขารู้ว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญก็เพียงพอแล้ว พวกเขาไม่ต้องการเสียงเชียร์หรือปรบมือเมื่อทำสิ่งใดสำเร็จ พวกเขาแค่ทำตามหน้าที่ อย่างไรก็ตาม บางครั้งพวกเขาก็อาจพลาดภาพรวมใหญ่ๆ ไปได้ เพราะไม่ลงมือทำทันที
  • “ขอโทษนะครับ คุณอ่านมาจากไหน? แล้วมันเป็นฉบับไหนครับ? (Excuse Me, but Where Did You Read That? And What Edition Was It?)”: คนสีน้ำเงินไม่เคยมีข้อมูลหรือรายละเอียดที่มากเกินไป “พระเจ้าอยู่ในรายละเอียด” คือคำพูดที่น่าจะมาจากคนสีน้ำเงิน ไม่มีรายละเอียดใดเล็กเกินกว่าที่จะมองข้ามไปได้ การทำงานแบบหยาบๆ หรือลัดขั้นตอนไม่ใช่ทางเลือกสำหรับคนสีน้ำเงิน ถ้าคุณบอกให้คนสีน้ำเงินข้ามรายละเอียดในสัญญาใหม่ เขาจะจ้องมองคุณอย่างตั้งใจและสงสัยในความสามารถทางจิตของคุณ พวกเขายินดีที่จะทำงานล่วงเวลาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดมากกว่าที่จะพลาดรายละเอียดเล็กน้อยที่สุด ผู้เขียนเล่าประสบการณ์พยายามขายโปรแกรมฝึกอบรมให้ CEO ที่เป็นคนสีน้ำเงิน ซึ่ง CEO คนนี้จะถามแต่ว่า “มีเนื้อหามากกว่านี้ไหม?” ซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้ผู้เขียนจะเตรียมเอกสารไปอย่างละเอียดและหนามากแล้วก็ตาม สำหรับคนสีน้ำเงิน กระบวนการที่นำไปสู่การตัดสินใจนั้นน่าสนใจกว่าตัวการตัดสินใจเองอย่างมาก
  • “ทำไมบางคนต้องใช้เวลานานในการตัดสินใจจนคุณสงสัยว่าพวกเขาจำศีลไปแล้วหรือยัง (Why Some People Have to Sleep on Things for So Long You Wonder If They’ve Gone into Hibernation)”: คนสีน้ำเงินมัก “ระมัดระวังอย่างมาก” และ “คิดถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก” ในขณะที่คนสีแดงหรือสีเหลืองอาจจะเสี่ยงอย่างบ้าบิ่น คนสีน้ำเงินจะหยุดคิดและพิจารณาทุกอย่างอีกครั้ง สำหรับพวกเขา การเดินทางสำคัญกว่าจุดหมายปลายทาง ระดับความระมัดระวังนี้อาจทำให้ไม่เกิดการตัดสินใจเลย และทำให้คนสีน้ำเงินไม่ค่อยเสี่ยงมากนัก พวกเขามักจะแก้ไขทุกอย่างด้วยการสร้างระบบที่ซับซ้อนเพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ตั้งนาฬิกาปลุกสามเรือน ออกจากบ้านเร็วเกินไปสองชั่วโมง หรือตรวจสอบกระเป๋าเป้ของลูกๆ ซ้ำสามครั้ง
  • “ไม่เป็นไรถ้ามันง่ายกว่า แต่มันก็ยังไม่ถูกต้อง (It Doesn’t Matter If It’s Easier. It’s Still Not Right.)”: สิ่งต่างๆ จะต้องไม่ผิดพลาด “คุณภาพคือสิ่งสำคัญที่สุด” เมื่อคนสีน้ำเงินคิดว่างานของเขาอาจมีความบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ ทุกอย่างจะหยุดชะงัก ทุกสิ่งจะต้องถูกตรวจสอบ วิศวกรจำนวนมากมักจะมีลักษณะเด่นของคนสีน้ำเงิน คือแม่นยำ เป็นระบบ เน้นข้อเท็จจริง และใส่ใจคุณภาพ พวกเขาเชื่อว่าถ้าจะทำอะไร ก็ต้องทำอย่างถูกต้อง และในทางกลับกัน ถ้างานไม่คุ้มค่าที่จะทำอย่างถูกต้อง ก็ไม่คุ้มค่าที่จะทำเลย พวกเขายัง “โกหกยาก” และจะชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่พบ แม้จะสะท้อนถึงตัวเองในทางที่ไม่ดีก็ตาม
  • “ถ้าเส้นทางไม่ตรงกับแผนที่ แสดงว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเส้นทาง (If the Trail Doesn’t Match the Map, There’s Something Wrong with the Trail.)”: “การคิดเชิงตรรกะและเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนสีน้ำเงิน” พวกเขาพยายามแยกความรู้สึกออกไปให้มากที่สุด พวกเขาให้คุณค่ากับการคิดอย่างมีเหตุผลสูงมาก มีน้อยคนที่สามารถทำซ้ำงานเดิมได้ไม่รู้จบในลักษณะเดียวกันเหมือนคนสีน้ำเงิน พวกเขามีความสามารถพิเศษในการปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างแม่นยำโดยไม่ตั้งคำถาม ตราบใดที่พวกเขาเข้าใจและอนุมัติในตอนแรก ถ้าวิธีการหนึ่งใช้ได้ผล ทำไมต้องเปลี่ยน? ในขณะที่คนสีเหลืองหรือสีแดงจะหาวิธีใหม่ๆ เพียงเพราะเบื่อ คนสีน้ำเงินจะทำซ้ำๆ ผู้เขียนยกตัวอย่างการประกอบเฟอร์นิเจอร์ IKEA คนสีน้ำเงินจะอ่านคู่มือสองครั้ง ตรวจสอบชิ้นส่วนทั้งหมด และเช็ดทำความสะอาดก่อนเริ่ม อาจใช้เวลานานขึ้น แต่เมื่อเสร็จแล้ว คุณมั่นใจได้เลยว่ามันจะคงทนถาวร
  • “ปีศาจอยู่ในรายละเอียด (The Devil Is in the Details.)”: รายละเอียดคือทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับคนสีน้ำเงิน ผู้เขียนเล่าเรื่องพ่อของเขาซึ่งเป็นวิศวกร ที่สามารถบอกปริมาณกรวดในกองได้อย่างแม่นยำ และจะตรวจสอบความลาดเอียงของพื้นอย่างละเอียดทุกเซนติเมตรตามคู่มือ สำหรับพวกเขา ถ้าอยู่ในหนังสือก็ต้องเป็นจริง และการเป็นคนรอบคอบเช่นนี้ทำให้พวกเขามีความสงบภายใน เพราะรู้ว่าได้ตรวจสอบทุกอย่างอย่างแม่นยำแล้ว
  • “ความเงียบคือทอง (Silence Is Golden.)”: คนสีน้ำเงินเป็น “คนเก็บตัว” (introvert) หลายคนไม่พูดคำที่ไม่จำเป็นแม้แต่คำเดียว นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีอะไรจะพูด หรือไม่มีความคิดเห็น แต่พวกเขาเป็นคนเก็บตัวอย่างมาก พวกเขาเป็นผู้สังเกตการณ์ ผู้ชม มากกว่าตัวละครหลัก พวกเขาสามารถอยู่ริมขอบกลุ่ม สังเกตและบันทึกทุกสิ่งที่พูด และตามค่านิยมของคนสีน้ำเงิน การเงียบเป็นสิ่งที่ดี ถ้าคุณไม่มีอะไรจะพูด ก็จงเงียบไว้

โปรดติตามตอนต่อไปครับ

ใส่ความเห็น

Discover more from LikeDigest

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading