วันนี้เราจะมาเจาะลึกต่อในส่วนหลังของหนังสือ “Surrounded by Idiots” โดยโธมัส เอริกสัน ซึ่งเป็นคู่มือสุดเจ๋งที่จะช่วยให้เราเข้าใจผู้คนรอบข้างได้ดีขึ้น ว่าทำไมบางคนถึงดูเหมือน “คนโง่” ในสายตาเรา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย! มาดูกันว่าจากบทที่ 16 เป็นต้นไปจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง
บทที่ 16: อะไรที่ทำให้เราโกรธจัด? อุปนิสัยบ่งบอกทุกอย่างเกี่ยวกับคนๆ นั้นได้
บทนี้ว่าด้วยเรื่องของ ‘อุปนิสัย’ (Temperament) ซึ่งเป็นสิ่งที่เปิดเผยว่าคนเรามีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรือเมื่อความอดทนหมดลง ผู้เขียนเปรียบเทียบอุปนิสัยแต่ละสีด้วยแก้วนมหรือถังเบียร์ ซึ่งช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นมากเลยล่ะ
- อุปนิสัยของคนสีเหลือง (Yellows): แก้วนม ลองนึกภาพแก้วนมขนาดปานกลางที่ค่อยๆ เต็มขึ้นช้าๆ คนสีเหลืองก็เหมือนแก้วนี้แหละครับ พวกเขารู้สึกไม่พอใจได้ง่ายและแสดงออกทันที เหมือนนมที่ล้นแก้วออกมาเลอะเทอะ การแสดงออกอาจจะดูวุ่นวาย แต่ก็สามารถจัดการได้ไม่ยากนัก ข้อดีคือพอระเบิดอารมณ์ออกไปแล้ว พวกเขาก็จะรู้สึกผิดและพยายามทำดีด้วยเป็นพิเศษในครั้งต่อไป พวกเขาไม่ค่อยเก็บความขุ่นข้องใจไว้ในใจนานนักเพราะความจำไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หรือที่เรียกว่า ‘ความจำแบบเลือกรับ’ (selective memory) คือจะลืมเรื่องที่ยากลำบากไปอย่างรวดเร็ว
- อุปนิสัยของคนสีเขียว (Greens): ถังเบียร์ใบใหญ่ที่เต็มช้าๆ คนสีเขียวจะเก็บความไม่พอใจและความขุ่นเคืองไว้ในใจ เหมือนถังเบียร์ใบใหญ่ที่ค่อยๆ เติมน้ำทีละหยดๆ พวกเขาไม่ชอบความขัดแย้งและพยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้แสดงออกเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา แต่เมื่อถังเต็มแล้ว (อาจใช้เวลาหลายปีเลยทีเดียว) การระเบิดอารมณ์ของพวกเขาก็จะรุนแรงเหมือนน้ำท่วมโลก! ทุกอย่างที่เก็บกดไว้จะพรั่งพรูออกมาหมด ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนสีเขียว ‘หมดไฟ’ (burnout) เพราะพวกเขาต้องแบกรับความวิตกกังวลและความหงุดหงิดไว้ในใจตลอดเวลา การจัดการกับคนสีเขียวคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ให้พวกเขากล้าพูดสิ่งที่คิดออกมา แทนที่จะเก็บไว้จนระเบิด
- อุปนิสัยของคนสีน้ำเงิน (Blues): ถังเบียร์ที่มีก๊อกปล่อยน้ำออก คนสีน้ำเงินก็มีถังเก็บความไม่พอใจใบใหญ่เหมือนกัน แต่พวกเขามี ‘ก๊อก’ เล็กๆ ที่ก้นถังคอยปล่อยความไม่พอใจออกมาทีละน้อยๆ ในรูปของการบ่นเล็กๆ น้อยๆ หรือการตำหนิหยุมหยิม สิ่งนี้ช่วยให้พวกเขาระบายความกดดันได้ตลอดเวลา ทำให้ไม่เกิดการระเบิดอารมณ์ครั้งใหญ่ คนรอบข้างอาจมองว่าพวกเขาเป็นคนจู้จี้ขี้บ่น แต่จริงๆ แล้วนี่คือวิธีที่พวกเขารักษาระดับความเครียดไว้ไม่ให้เกินขีดจำกัด การรับมือกับคนสีน้ำเงินที่บ่นคือการถามคำถามกลับอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ขอตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม หรือขอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง เพราะบางทีพวกเขาก็มีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว เพียงแต่รอคนมาถามเท่านั้นเอง
บทที่ 17: ปัจจัยความเครียดและโจรพลังงาน: อะไรคือความเครียด?
บทนี้จะพาเราไปสำรวจว่าคนแต่ละสีมีปัจจัยอะไรที่ทำให้เครียด และพวกเขาแสดงออกอย่างไรเมื่ออยู่ภายใต้ความกดดัน เพื่อให้เราสามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์เหล่านั้น หรือช่วยให้พวกเขารับมือกับมันได้
- ปัจจัยความเครียดของคนสีแดง (Reds): คนสีแดงจะเครียดเมื่อ ‘อำนาจถูกพรากไป’ หรือไม่ได้รับอนุญาตให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ พวกเขาไม่ชอบความเชื่องช้าและการรอคอยผู้อื่น การถูกบังคับให้เลี่ยงความขัดแย้งก็เป็นสิ่งที่ไม่ชอบ เมื่อคนสีแดงเครียด พวกเขาจะยิ่ง ‘แข็งกร้าวและก้าวร้าวมากขึ้น’ วิธีช่วยคือให้พวกเขาได้ปลดปล่อยพลังงานที่อัดอั้น เช่น ให้พวกเขาไปแข่งขันกีฬา หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานและมีเป้าหมายที่ชัดเจน
- ปัจจัยความเครียดของคนสีเหลือง (Yellows): สิ่งที่ทำให้คนสีเหลืองเครียดคือการ ‘รู้สึกเหมือนถูกมองข้าม’ หรือมองไม่เห็น พวกเขาไม่ชอบงานที่เป็นกิจวัตรซ้ำซาก หรืองานที่มีตารางเวลาแน่นเอี๊ยด การถูกแยกออกจากกลุ่มหรือไม่มีใครให้พูดคุยด้วยถือเป็นหายนะ การถูกบังคับให้คิดอย่างระมัดระวังมากๆ หรือการเจอความขัดแย้งที่ไม่หยุดหย่อนก็ทำให้เครียดได้ และที่สำคัญคือ ‘การถูกวิจารณ์ต่อหน้าสาธารณะ’ จะทำให้คนสีเหลืองไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง เมื่อเครียด พวกเขาจะยิ่ง ‘แสวงหาความสนใจและเป็นคนมองโลกในแง่ดีเกินจริง’ ด้วยการวางแผนที่บ้าบิ่นและไม่สมจริง การช่วยเหลือพวกเขาคือให้พวกเขาได้ ‘จัดงานปาร์ตี้’ หรือได้พบปะผู้คนในสังคม เพราะพวกเขาต้องการการเข้าสังคมเพื่อจัดการความเครียด
- ปัจจัยความเครียดของคนสีเขียว (Greens): คนสีเขียวจะเครียดเมื่อ ‘มีงานค้างหรือมีเรื่องที่ยังไม่เรียบร้อย’ พวกเขาชอบรู้ว่าทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง การถูกรบกวนพื้นที่ส่วนตัวหรือไม่มีที่ให้หลบไปอยู่คนเดียวก็ทำให้เครียดได้มาก การต้องทำอะไรซ้ำๆ หรือการเผชิญหน้ากับความไม่ลงรอยหรือความขัดแย้งในกลุ่มก็เป็นปัจจัยสำคัญ และที่เลวร้ายที่สุดคือการถูก ‘ผลักดันให้อยู่ในความสนใจของทุกคน’ เมื่อเครียด คนสีเขียวจะยิ่ง ‘เฉื่อยชาและไม่ยอมทำอะไรเลย’ พวกเขามักจะดื้อรั้นและไม่ยอมเปลี่ยนแปลง การช่วยคนสีเขียวคือการ ‘ปล่อยให้พวกเขาได้พักผ่อน’ และมีช่วงเวลาที่สงบเงียบ ไม่ต้องทำอะไรเลย เช่น การทำสวน การนอน หรืออ่านหนังสือ
- ปัจจัยความเครียดของคนสีน้ำเงิน (Blues): คนสีน้ำเงินจะเครียดเมื่อถูกบอกว่า ‘พวกเขาไม่รู้เรื่อง’ หรือถูกตั้งคำถามในสิ่งที่พวกเขาเชี่ยวชาญ การตัดสินใจที่ ‘ไม่เป็นไปตามแผน’ หรือไม่คาดคิด หรือการเจอ ‘ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน’ ทำให้พวกเขากังวลอย่างมาก การถูก ‘เซอร์ไพรส์’ การเห็นความผิดพลาด หรือการต้องแหกกฎ ก็เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ การต้องอยู่กับคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวมากเกินไปก็เป็นปัจจัยความเครียดสำหรับพวกเขา เมื่อเครียด คนสีน้ำเงินจะกลายเป็น ‘คนมองโลกในแง่ร้ายเกินไป’ และ ‘จู้จี้ขี้บ่น’ พวกเขาจะชะลอทุกอย่างลงและตำหนิทุกความผิดพลาดที่เจอ การช่วยเหลือคือการ ‘ให้ความเป็นส่วนตัว’ และเวลาในการคิดวิเคราะห์สถานการณ์ พวกเขาต้องการที่จะเข้าใจความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ
โดยสรุปแล้ว ภายใต้ความเครียด พฤติกรรมปกติของแต่ละสีจะยิ่งถูก ‘เสริมและแสดงออกเกินจริง’ การเข้าใจสิ่งนี้ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการสร้างความเครียดโดยไม่จำเป็น และรักษาประสิทธิภาพการทำงานของกลุ่มไว้ได้
บทที่ 18: การสะท้อนความคิดผ่านประวัติศาสตร์: ผู้คนเป็นแบบนี้เสมอมา
บทนี้พาเราย้อนกลับไปดูว่าแนวคิดเรื่องการแบ่งประเภทพฤติกรรมมนุษย์ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว
ชาวกรีกและฮิปโปเครติส (Hippocrates): ทฤษฎีของเหลวสี่ชนิด (Four Humors) ฮิปโปเครติสเชื่อว่าสุขภาพของคนเราดีเมื่อของเหลวสี่ชนิดในร่างกายมีความสมดุล ได้แก่ เลือด (blood), น้ำดีสีเหลือง (yellow bile), น้ำดีสีดำ (black bile) และเสมหะ (phlegm)
- Choleric (โคลาริค – น้ำดีสีเหลือง): คนร้อนแรง, หงุดหงิดง่าย, มีพลัง (เทียบเท่ากับ Red)
- Sanguine (แซงกวิน – เลือด): คนมองโลกในแง่ดี, ร่าเริง, สร้างสรรค์, มีเสน่ห์ (เทียบเท่ากับ Yellow)
- Phlegmatic (เฟล็กมาติค – เสมหะ): คนเฉื่อยชา, ใจเย็น, ไม่เร่งรีบ (เทียบเท่ากับ Green)
- Melancholic (เมลังโคลิค – น้ำดีสีดำ): คนเศร้าหมอง, หดหู่, มองโลกในแง่ร้าย (เทียบเท่ากับ Blue)
แนวคิดเหล่านี้คล้ายกับประเภทบุคลิกภาพที่เราพูดถึงในปัจจุบันอย่างน่าทึ่ง
ชาวแอซเท็ก (Aztecs): การแบ่งคนตามธาตุทั้งสี่ ชาวแอซเท็กใช้องค์ประกอบทางธรรมชาติในการจำแนกผู้คน:
- คนธาตุไฟ (Fire people): ร้อนแรง, ระเบิดง่าย, เป็นผู้นำ, นักรบ (เทียบเท่ากับ Red)
- คนธาตุลม (Air people): มีความมุ่งมั่นแต่ก็ผ่อนคลาย, มีเสน่ห์เหมือนลม (เทียบเท่ากับ Yellow)
- คนธาตุดิน (Earth people): มั่นคง, ปลอดภัย, มุ่งมั่นเพื่อส่วนรวม, สร้างสิ่งคงทน (เทียบเท่ากับ Green)
- คนธาตุน้ำ (Water people): เงียบสงบ, มั่นคง, ช่างสังเกต, สามารถเป็นพลังที่รุนแรงได้เมื่อจำเป็น (เทียบเท่ากับ Blue)
จะเห็นได้ว่าการแบ่งประเภทของชาวแอซเท็กมีความคล้ายคลึงกับแนวคิดของฮิปโปเครติสอย่างมาก เพียงแต่ใช้ชื่อเรียกที่ต่างกัน
วิลเลียม มอลตัน มาร์สตัน (William Moulton Marston) และ DISC Model มาร์สตันเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาความแตกต่างทางพฤติกรรมของคนปกติ งานของเขาในปี 1928 เรื่อง Emotions of Normal People ได้วางรากฐานสำหรับโมเดลที่เรียกว่า DISA หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ DISC
- Dominance (D – อิทธิพล): เกี่ยวกับวิธีที่บุคคลรับมือกับปัญหาและความท้าทาย (เทียบเท่ากับ Red)
- Inspiration (I – แรงบันดาลใจ): เกี่ยวกับความสามารถในการโน้มน้าวผู้อื่น (เทียบเท่ากับ Yellow)
- Submission (S – การยอมตาม): วัดจากความเต็มใจของบุคคลที่จะเปิดรับการเปลี่ยนแปลง (หรือความต้องการความมั่นคง) (เทียบเท่ากับ Green)
- Compliance / Analytic ability (C – การปฏิบัติตาม / ความสามารถในการวิเคราะห์): แสดงถึงความเต็มใจที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบและให้ความสำคัญกับคุณภาพ (เทียบเท่ากับ Blue)
ผู้เขียนอธิบายว่าสีต่างๆ ที่ใช้ในหนังสือเป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ทำให้ระบบนี้เข้าใจง่ายขึ้น งานวิจัยของมาร์สตันถูกพัฒนาต่อมาโดยคนอื่นๆ เช่น Bill Bonnstetter ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างเครื่องมือวิเคราะห์บุคคลแบบองค์รวมผ่านบริษัท TTI Success Insights ปัจจุบันมีการใช้เครื่องมือ DISA มากกว่า 50 ล้านครั้ง
บทที่ 19: เสียงจากชีวิตจริง
ในบทนี้ ผู้เขียนได้สัมภาษณ์บุคคลสี่ประเภทที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าคนแต่ละสีมองตัวเองและผู้อื่น รวมถึงระบบ DISC นี้อย่างไร การสังเกต วิธี ที่พวกเขาตอบคำถามก็สำคัญไม่แพ้ เนื้อหา ที่พวกเขาพูด
- เฮเลนา (Helena): แดงเป็นหลัก, มีเหลืองเล็กน้อย เฮเลนาเป็น CEO ของบริษัท เธอเห็นว่า DISC เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด เธอให้หนังสือนี้เป็นของขวัญแก่พนักงานและรู้สึกดีที่พนักงานเข้าใจว่าเธอไม่ได้โกรธ แต่แค่ตั้งใจจริง เธอสนใจพฤติกรรมสีน้ำเงิน (ที่เน้นกระบวนการ) และสีเหลือง (ที่พูดมากแต่ไม่ค่อยทำ) เธอวิจารณ์คนสีเขียวว่าชอบนินทาและไม่ยอมรับความผิดพลาด เธอภูมิใจที่เป็นคนกล้าเสี่ยงและทำตามทางของตัวเอง คำแนะนำของเธอคืออย่ากลัวความตรงไปตรงมาของคนสีแดง และให้มุ่งเน้นไปที่งานที่อยู่ตรงหน้า
- ฮาคาน (Håkan): เหลืองเป็นหลัก, มีเขียวเล็กน้อย ฮาคานทำงานเป็นผู้ขายโฆษณา เขาชื่นชมหนังสือนี้มากและพบว่าตัวเองมีความคิดสร้างสรรค์และมีไหวพริบตามที่หนังสือกล่าวถึง อย่างไรก็ตาม เขาไม่เห็นด้วยกับบางประเด็นที่หนังสือระบุว่าเป็นจุดอ่อนของคนสีเหลือง เช่น การตัดสินใจไม่รอบคอบ หรือการพูดมากเมื่อวิจารณ์ เขาเชื่อในการใช้สัญชาตญาณควบคู่ไปกับข้อเท็จจริง เขาคิดว่าคนสีน้ำเงินน่าเบื่อและคนสีแดงก็หยาบคาย เขามองว่าคนควรเน้นสิ่งที่เป็นบวก และไม่ชอบความกังวลของคนสีเขียวและความกลัวความเสี่ยงของคนสีน้ำเงิน เขาตระหนักว่าจุดอ่อนที่สำคัญของคนสีเหลืองคือการเป็นผู้ฟังที่ไม่ดี แต่ก็บอกว่าบางครั้งจำเป็นต้องเป็นผู้นำการสนทนาเพื่อให้งานเดินหน้า
- เอลิซาเบธ (Elisabeth): เขียวเป็นหลัก, มีน้ำเงินเล็กน้อย, มีเหลืองเล็กน้อย เอลิซาเบธเป็นพนักงานในองค์กรด้านสุขภาพ เธอชอบหนังสือนี้เพราะทำให้เข้าใจว่าคนสีแดงมองว่าเธอเป็นคนดื้อรั้นและระมัดระวัง เธอเห็นคุณค่าของความร่วมมือและการดูแลเอาใจใส่ผู้อื่นในแบบคนสีเขียว เธอเล่าถึงสามีของเธอที่เป็นสีเหลือง-น้ำเงิน และพบว่าสามีของเธอเป็นคนมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับเวลา เธอวิจารณ์น้องสาวที่เป็นคนสีน้ำเงินว่าเคร่งขรึม ไม่สนใจเรื่องส่วนตัว และวิจารณ์เรื่องเล็กๆ น้อยๆ คำแนะนำของเธอคือขอให้คนอื่นๆ เข้าใจว่าเธอชอบความสงบ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ และอยากทำความรู้จักผู้คนในฐานะคนคนหนึ่งก่อนจะเริ่มงาน เธอยอมรับว่าคนสีเขียวไม่เก่งเรื่องการจัดการความขัดแย้ง
- สเตฟาน (Stefan): น้ำเงินเป็นหลัก, มีแดงเล็กน้อย สเตฟานเป็นนักเศรษฐศาสตร์ เขาพบว่าแนวคิดนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะมีการวิจัยรองรับ และชอบการจัดโครงสร้างเนื้อหาของหนังสือ เขาสนใจพฤติกรรมของคนสีแดงที่มุ่งไปข้างหน้า และเห็นคุณค่าของความละเอียดรอบคอบในงานของเขา เขามองว่าคนสีเขียวเป็นคนชอบเก็บตัวและทำงานได้ดีเมื่ออยู่คนเดียว แต่ไม่ชอบการที่คนสีเขียว “แกล้งทำเป็นทำงาน” หรือไม่อยู่ที่โต๊ะทำงาน เขารู้สึกรำคาญคนสีเหลืองที่เสียงดัง พูดมาก และไม่จริงจังกับงาน และยืนยันว่าคนสีเหลืองชอบพูดเกินจริง เขาเชื่อว่าการทำงานต้องมีเหตุผลและข้อเท็จจริงรองรับ เขาพยายามเก็บข้อมูลทั้งหมดก่อนตัดสินใจ แม้ว่าคนอื่นจะมองว่าช้า
บทที่ 20: แบบทดสอบสั้นๆ เพื่อดูว่าคุณได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง
บทนี้เป็นเหมือนแบบทดสอบเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้เราทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมแต่ละสี คำถามเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสนทนาและช่วยให้เราฝึกฝนการสังเกตพฤติกรรมของผู้คนรอบข้าง ถึงแม้จะดูเป็นแบบทดสอบ แต่จุดประสงค์หลักคือการเสริมความเข้าใจว่า ‘การเข้าใจผู้คนเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุเป้าหมายในชีวิตอย่างราบรื่นที่สุด’
บทที่ 21: ตัวอย่างจากชีวิตจริง: โปรเจกต์ทีมที่ให้ความรู้มากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
บทสุดท้ายนี้ ผู้เขียนเล่าถึงการทดลองที่น่าสนใจที่เขาทำกับกลุ่มผู้บริหารในบริษัทโทรคมนาคม โดยแบ่งผู้บริหารออกเป็นกลุ่มตามสีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกัน เขาคาดว่าพวกเขาจะทำงานร่วมกันได้ดีเพราะเข้าใจกัน แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
- กลุ่มสีแดง (Red Group): เป็นกลุ่มที่ทำงานอย่างกระตือรือร้นและมีการถกเถียงกันอย่างดุเดือด พวกเขาแข่งขันกันเองและมุ่งเน้นที่การชนะ พวกเขาทำงานเสร็จเร็วที่สุด (ภายใน 30 นาทีจาก 1 ชั่วโมงที่ให้มา) และกลับมาพร้อมรอยยิ้มแห่งชัยชนะ แต่ก็ตราหน้ากลุ่มสีน้ำเงินว่าเป็น ‘คนงี่เง่า’
- กลุ่มสีเหลือง (Yellow Group): มีการถกเถียงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ทุกคนพยายามโน้มน้าวคนอื่นด้วยรอยยิ้มและเรื่องตลก บางคนก็วาดภาพหรือเล่นโทรศัพท์ในขณะที่คนอื่นกำลังพูดคุยกัน พวกเขาเป็นกลุ่มที่ทำงานเสร็จช้าที่สุด มีการนำเสนอที่สนุกสนานแต่ขาดเนื้อหาสาระที่เป็นรูปธรรม
- กลุ่มสีเขียว (Green Group): บรรยากาศเงียบสงบอย่างน่าประหลาดใจ ทุกคนฟังมากกว่าพูด เป้าหมายหลักคือความมั่นคงและความปลอดภัย สมาชิกกลุ่มหนึ่งเล่าเรื่องเศร้าเกี่ยวกับสุนัขที่ตายไป ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหามักจะลงท้ายด้วยเครื่องหมายคำถาม พวกเขาไม่แน่ใจและต้องการข้อมูลเพิ่ม พวกเขาลังเลที่จะนำเสนอรายงานและดูประหม่า
- กลุ่มสีน้ำเงิน (Blue Group): เงียบกริบจนน่าตกใจ มีความคิดมากมายเกิดขึ้นภายใน แต่ไม่มีการสื่อสารที่แท้จริง พวกเขาใช้เวลาในการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนในทุกรายละเอียด และปฏิเสธข้อเสนอต่างๆ ด้วยเหตุผลทางเทคนิค พวกเขาสนใจการทำสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าการทำสิ่งให้สำเร็จ ท้ายที่สุดพวกเขาทำงานไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนดและขอเวลาเพิ่ม
ผลลัพธ์ของการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่า การรวมคนที่มีพฤติกรรมคล้ายกันมากๆ เข้าไว้ด้วยกันไม่ได้นำไปสู่การทำงานร่วมกันที่ดีเสมอไป และผู้จัดการมักจะจ้างคนที่มีลักษณะคล้ายกับตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาในทีม บทสรุปของเรื่องนี้คือ ‘การตระหนักรู้ในตนเอง’ (self-awareness) เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หนังสือเล่มนี้มีเป้าหมายที่จะมอบเครื่องมือให้ผู้อ่านเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ในชีวิตของตนเอง
สรุปปิดท้ายเรื่อง
หนังสือ “Surrounded by Idiots” ของ Thomas Erikson นำเสนอวิธีการทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ที่ซับซ้อนผ่านระบบ DISC (หรือ DISA) ซึ่งแบ่งพฤติกรรมออกเป็นสี่สีหลัก ได้แก่ สีแดง (Dominance), สีเหลือง (Inspiration), สีเขียว (Submission/Stability) และสีน้ำเงิน (Compliance/Analytic ability)
ใจความสำคัญที่ผู้เขียนต้องการสื่อคือ แท้จริงแล้ว “คนงี่เง่า” ที่เราเจอในชีวิตนั้น ไม่ใช่คนงี่เง่าเลย แต่เป็นเพียง ‘บุคคลที่มีความแตกต่างจากเรา’ และสมควรได้รับความเคารพ ความเข้าใจ และการให้คุณค่า
หนังสือเน้นย้ำถึงความสำคัญของการ ‘ปรับตัวในการสื่อสาร’ เนื่องจากเราแต่ละคนมักเป็นชนกลุ่มน้อยในแง่ของพฤติกรรมเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ที่เราพบเจอ การจะสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับสไตล์การสื่อสารของเราให้เข้ากับความต้องการและลักษณะของอีกฝ่าย
แม้ว่าไม่มีระบบใดสมบูรณ์แบบที่จะอธิบายความซับซ้อนของมนุษย์ได้ทั้งหมด แต่การมีความเข้าใจในพื้นฐานของพฤติกรรมเหล่านี้สามารถช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่ชัดเจนที่สุดในการสื่อสารได้ การ ‘ตระหนักรู้ในตนเอง’ ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาตนเองและสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับผู้อื่น
โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้มอบกรอบความคิดและเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจตัวเองและผู้อื่นได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถ “ก้าวหน้าในเกมชีวิต” และไม่ถูก “ล้อมรอบด้วยคนงี่เง่า” อีกต่อไป มันคือการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันและ “พบกันครึ่งทาง”
หนังสือ “Surrounded by Idiots” ของ Thomas Erikson มีเป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้เราเข้าใจความแตกต่างด้านพฤติกรรมและการสื่อสารของผู้คน เพื่อให้เราสามารถทำงานและสร้างความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประเด็นสำคัญของหนังสือในมุมของผมครับ
- ทุกคนไม่ใช่ “คนโง่”: บทเรียนหลักของหนังสือเล่มนี้คือ การเปลี่ยนมุมมองจากที่เคยคิดว่าคนรอบข้างเป็น “คนโง่” ให้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วพวกเขาเป็นแค่คนที่แตกต่างจากเรา และสมควรได้รับความเคารพและความเข้าใจในแบบที่พวกเขาเป็น
- เข้าใจความแตกต่างของมนุษย์: หนังสือใช้ ระบบ DISC เป็นเครื่องมือในการจำแนกพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ สีแดง (Dominance), สีเหลือง (Inducement/Inspiration), สีเขียว (Submission/Stability) และ สีน้ำเงิน (Analytic ability/Compliance) การเรียนรู้ความแตกต่างนี้จะช่วยลดความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
- วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้:
- ดึงศักยภาพมนุษย์: เป้าหมายที่แท้จริงของแนวคิดในหนังสือคือการปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่แค่การจำแนกประเภทคน
- พัฒนาการสื่อสาร: หนังสือมอบคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อช่วยให้เราสื่อสารกับคนแต่ละสีได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับตัวเข้าหาคนอื่นคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ราบรื่นขึ้น
- หลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด: เมื่อเราเข้าใจหลักการเหล่านี้แล้ว เราจะมองเห็นและสามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่ชัดเจนที่สุดในการสื่อสารได้ ทำให้เราไม่ต้องรู้สึกเหมือนถูกรายล้อมด้วย “คนงี่เง่า” อีกต่อไป
โดยสรุปแล้ว หนังสือเล่มนี้เน้นย้ำว่าการปรับตัวและทำความเข้าใจพฤติกรรมที่แตกต่างกันของผู้อื่นคือหัวใจสำคัญในการสร้างการสื่อสารที่ดีและความสัมพันธ์ที่ราบรื่นในที่สุดครับ
พบกันใหม่ในเล่มถัดไปครับ