How to Avoid a Climate Disaster Part 2

เราจะมาเจาะลึกแนวคิดสำคัญจากหนังสือสุดล้ำของ Bill Gates ที่ชื่อว่า “How to Avoid a Climate Disaster: The Solutions We Have and the Breakthroughs We Need” กันต่อครับ ในโลกที่เต็มไปด้วยข่าวสารเรื่องสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจนบางครั้งก็ชวนสับสน หนังสือเล่มนี้เหมือนแผนที่ที่ชัดเจน ให้ข้อมูลที่เราจำเป็นต้องรู้ และที่สำคัญที่สุดคือบอกว่า เราจะสามารถหลีกเลี่ยงหายนะนี้ได้อย่างไร


บทที่ 7: การเดินทางและการขนส่ง (How We Get Around)

การเดินทางและขนส่งเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกประมาณ 16% ซึ่งอยู่ในอันดับสี่ แต่ในสหรัฐอเมริกา กลับเป็นอันดับหนึ่ง น้ำมันเบนซินถือเป็น “มาตรฐานทองคำ” เนื่องจากมีปริมาณพลังงานสูงและราคาถูกมาก ซึ่งเป็นความท้าทายหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

การปล่อยก๊าซจากการขนส่งแบ่งเป็น: รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกือบครึ่งหนึ่ง (47%), ยานพาหนะขนาดกลางและใหญ่ (เช่น รถเก็บขยะ, รถบรรทุก 18 ล้อ) 30%, และเครื่องบินกับเรือขนส่งสินค้าอย่างละ 10%

  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (EVs): รถยนต์ไฟฟ้า (EVs) มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มาจากการที่ราคาแบตเตอรี่ลดลง 87% ตั้งแต่ปี 2010 และนโยบายส่งเสริมจากภาครัฐ ส่วนต่างราคาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Premium) สำหรับ EV เทียบกับรถยนต์เบนซินอยู่ที่ประมาณ 10 เซนต์ต่อไมล์ หรือประมาณ 1,200 ดอลลาร์ต่อปีสำหรับการขับขี่ 12,000 ไมล์ Gates คาดว่า Green Premium นี้จะลดลงเหลือศูนย์สำหรับรถยนต์ส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือใช้เวลาชาร์จนาน (หลายชั่วโมงเทียบกับ 5 นาทีสำหรับการเติมน้ำมัน) และ EV จะมีราคาถูกกว่ารถยนต์เบนซินก็ต่อเมื่อราคาน้ำมันสูงกว่า 3 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพื่อให้รถยนต์ส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ เป็น EV ภายในปี 2050 ยอดขาย EV จะต้องเพิ่มขึ้นเกือบ 100% ภายใน 15 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่น้อยกว่า 2%
  • เชื้อเพลิงทางเลือก: เชื้อเพลิงเหลวทางเลือกประกอบด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง (Advanced Biofuels) และเชื้อเพลิงไฟฟ้า (Electrofuels) เชื้อเพลิงชีวภาพที่ทำจากพืชมีศักยภาพแต่พัฒนาได้ยาก Green Premium สำหรับการเปลี่ยนน้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูงอยู่ที่ 106% ส่วนเชื้อเพลิงไฟฟ้า ซึ่งผลิตโดยใช้ไฟฟ้าคาร์บอนเป็นศูนย์เพื่อรวมไฮโดรเจนจากน้ำกับคาร์บอนจาก CO2 ที่ถูกดักจับ ยังมีราคาแพงมากเนื่องจากต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนและไฟฟ้าสะอาดที่สูง Green Premium สำหรับเชื้อเพลิงไฟฟ้าจึงสูงถึง 237%
  • รถบรรทุก เรือ และเครื่องบิน: แบตเตอรี่ไม่เหมาะกับยานพาหนะขนาดใหญ่ที่เดินทางไกล เนื่องจากมีน้ำหนักมากและเก็บพลังงานได้จำกัด (เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ดีที่สุดมีพลังงานน้อยกว่าน้ำมันเบนซินถึง 35 เท่าต่อน้ำหนักเท่ากัน) รถบรรทุกไฟฟ้าที่วิ่งได้ 600 ไมล์จะต้องบรรทุกสินค้าได้น้อยลง 25% เครื่องบิน Boeing 787 สามารถบินได้เร็วกว่าเครื่องบินไฟฟ้าที่ดีที่สุดถึง 3 เท่า บินได้นานกว่า 6 เท่า และบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า 150 เท่า Green Premium สำหรับเชื้อเพลิงอากาศยานและเชื้อเพลิงสำหรับเรือขนส่งสินค้าจึงสูงมาก ตั้งแต่ 141% ถึง 601% ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อเพลิงและเทคโนโลยี

แนวทางแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซจากการขนส่งมี 4 วิธี: 1. ลดการเดินทาง: สนับสนุนการเดิน, ปั่นจักรยาน, การใช้รถร่วม และการวางผังเมืองอัจฉริยะ 2. ใช้วัสดุในการผลิตยานพาหนะที่ปล่อยคาร์บอนน้อยลง: เช่น ลดการใช้เหล็กและพลาสติก 3. ใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น: แต่สิ่งนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้การปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ได้ และ 4. เปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะไฟฟ้าและเชื้อเพลิงทางเลือก: ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด นโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการซื้อ EV และการสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการพิจารณาเรือขนส่งพลังงานนิวเคลียร์ สรุปแล้ว อนาคตของการขนส่งที่ปราศจากคาร์บอนคือ การใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนยานพาหนะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหาเชื้อเพลิงทางเลือกราคาถูกสำหรับยานพาหนะที่เหลือ


บทที่ 8: การควบคุมอุณหภูมิในอาคาร (How We Keep Cool and Stay Warm)

กิจกรรมการรักษาความเย็นและความร้อนในอาคารคิดเป็น 7% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก

  • เครื่องปรับอากาศ (A/C): เครื่องปรับอากาศเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้ามากที่สุดในบ้านทั่วไปในอเมริกา ความต้องการไฟฟ้าสำหรับการทำความเย็นทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าภายในปี 2050 โดยจะใช้พลังงานเท่ากับการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของจีนและอินเดียในปัจจุบันรวมกัน ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการลดคาร์บอนในระบบโครงข่ายไฟฟ้า (power grid) มีโอกาสที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศเป็นสองเท่าและลดการเติบโตของความต้องการพลังงานสำหรับการทำความเย็นลง 45% ภายในกลางศตวรรษนี้ ผ่านนโยบายที่เหมาะสม นอกจากนี้ สารทำความเย็น (F-gases) ที่อยู่ในเครื่องปรับอากาศก็เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันเท่าเมื่อรั่วไหล 197 ประเทศได้ให้คำมั่นที่จะลดการผลิตและการใช้สาร F-gas ลงมากกว่า 80% ภายในปี 2045 ด้วยการพัฒนาสารทำความเย็นที่เป็นอันตรายน้อยลง
  • การทำความร้อน: เตาเผาและเครื่องทำน้ำอุ่นเป็นอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานมากที่สุดในบ้านและธุรกิจของชาวอเมริกัน
    • ปั๊มความร้อน (Heat Pumps): สามารถให้ทั้งความร้อนและความเย็นได้ และมี Green Premium ที่เป็นลบ ซึ่งหมายความว่าการเปลี่ยนมาใช้ปั๊มความร้อนแบบไฟฟ้าทั้งหมดสามารถช่วยประหยัดเงินได้ในหลายพื้นที่เมื่อเทียบกับเตาเผาที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ/น้ำมัน และเครื่องปรับอากาศไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม มีเพียง 11% ของบ้านในอเมริกาเท่านั้นที่ใช้ปั๊มความร้อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวงจรการเปลี่ยนเตาเผาใช้เวลานานหลายทศวรรษ และนโยบายรัฐบาลที่ล้าสมัยซึ่งยังคงสนับสนุนเตาเผาก๊าซธรรมชาติ
    • เชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับการทำความร้อน: สำหรับเตาเผาและเครื่องทำน้ำอุ่นที่มีอยู่ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าได้ทันที เชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูงและเชื้อเพลิงไฟฟ้าเป็นทางเลือก แต่ปัจจุบันมี Green Premium ที่สูงมาก (เช่น เชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับน้ำมันทำความร้อนมีค่า Green Premium 103% และเชื้อเพลิงไฟฟ้า 234%)
  • แนวทางแก้ไขปัญหาการทำความร้อนและทำความเย็น: 1. เปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุด: โดยการเปลี่ยนเตาเผาและเครื่องทำน้ำอุ่นที่ใช้ก๊าซมาเป็นปั๊มความร้อนไฟฟ้า และต้องมีการปรับปรุงนโยบายของรัฐบาลด้วย 2. ลดคาร์บอนในระบบโครงข่ายไฟฟ้า: ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การทำความร้อนด้วยไฟฟ้าเป็นศูนย์คาร์บอนอย่างแท้จริง 3. ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอาคาร: การก่อสร้างอาคารใหม่จำนวนมากทั่วโลก (เทียบเท่ากับการสร้างนิวยอร์กอีกเมืองทุกเดือนเป็นเวลา 40 ปีภายในปี 2060) ทำให้การออกแบบอาคารสีเขียวที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นสิ่งจำเป็น แม้ว่าเทคโนโลยีบางอย่างจะยังแพง แต่มาตรการง่ายๆ เช่น การหุ้มฉนวนที่ดี, การใช้หน้าต่างสามชั้น (triple-glazed windows), หรือกระจกอัจฉริยะ ก็สามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้มาก และกฎระเบียบอาคารใหม่ๆ สามารถส่งเสริมแนวคิดเหล่านี้ได้

บทที่ 9: การปรับตัวต่อโลกที่ร้อนขึ้น (Adapting to a Warmer World)

แม้เราจะพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็เกิดขึ้นแล้วและจะยังคงมีอยู่ต่อไป การปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อซื้อเวลา

  • การให้ความสำคัญกับคนยากจน: คนที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะเกษตรกรในภูมิภาคแอฟริกาใต้สะฮาราและเอเชียใต้ จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด แม้ว่าพวกเขาจะปล่อยก๊าซน้อยที่สุด (เช่น ชาวเคนยาปล่อย CO2 น้อยกว่าชาวอเมริกันถึง 55 เท่า) ภัยคุกคามรวมถึงพื้นที่เพาะปลูกที่แห้งแล้ง, ฤดูเพาะปลูกที่สั้นลง, และศัตรูพืชที่เพิ่มขึ้น อาจนำไปสู่การขาดแคลนอาหาร, ภาวะทุพโภชนาการ, และการเสียชีวิตจากความร้อน (มากถึง 10 ล้านคนต่อปีภายในสิ้นศตวรรษนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศยากจน) ความช่วยเหลือต่างประเทศควรเน้นการปรับตัวเพื่อสุขภาพและความมั่นคงทางอาหารสำหรับคนยากจน ไม่ใช่แค่การลดการปล่อยก๊าซ
  • CGIAR: เป็นกลุ่มวิจัยการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) และยังคงพัฒนาพืชผลและปศุสัตว์ที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างเช่น การพัฒนาข้าวโพดทนแล้งในแอฟริกา และ “ข้าวสกูบา” (scuba rice) ที่อยู่ใต้น้ำได้นานสองสัปดาห์ การลงทุนทุกๆ 1 ดอลลาร์ใน CGIAR จะสร้างผลประโยชน์ถึง 6 ดอลลาร์
  • ข้อเสนอแนะอื่นๆ สำหรับการปรับตัว (จาก Global Commission on Adaptation):
    1. บริหารความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ผันผวน: เช่น การปลูกพืชและเลี้ยงปศุสัตว์ที่หลากหลาย, เสริมสร้างระบบประกันสังคมและการประกันภัยการเกษตรตามสภาพอากาศ
    2. ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางที่สุด: เช่น เกษตรกรหญิงที่ต้องการการเข้าถึงทรัพยากร, สิทธิในที่ดิน, และคำแนะนำทางเทคนิคที่เท่าเทียมกัน
    3. ผนวกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับการตัดสินใจเชิงนโยบาย: เพิ่มการลงทุนในโครงการปรับตัว
    4. เมืองต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเติบโต: สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ (เช่น สะพาน, กำแพงกันคลื่น, ระบบระบายน้ำ) และจัดตั้งศูนย์ทำความเย็นในพื้นที่ร้อน
    5. อนุรักษ์และฟื้นฟูระบบป้องกันตามธรรมชาติ: การปกป้องป่าไม้และแหล่งน้ำ และการปลูกป่าชายเลน (mangrove forests) ซึ่งช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วมได้ถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีและถูกกว่าการสร้างกำแพงกั้นคลื่น
    6. เพิ่มปริมาณน้ำดื่ม: ผ่านการบำบัดน้ำเสียและการชลประทานแบบทันเวลา
    7. ระดมทุนใหม่: เงินทุนสาธารณะจำเป็นต้องดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนสำหรับโครงการปรับตัว เนื่องจากผลประโยชน์มักจะเกิดขึ้นในระยะยาว การลงทุน 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2020-2030 สามารถสร้างผลประโยชน์ได้มากกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์
  • วิศวกรรมภูมิอากาศ (Geoengineering): เป็นแนวทางที่ถกเถียงกันในฐานะ “ทางออกสุดท้าย” เพื่อลดอุณหภูมิโลกชั่วคราวโดยการสะท้อนแสงอาทิตย์ (เช่น การกระจายอนุภาคละเอียดในชั้นบรรยากาศ หรือทำให้เมฆสว่างขึ้น) แม้จะค่อนข้างถูก แต่ก็มีความท้าทายทางการเมืองอย่างมากและยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงผลกระทบในระดับท้องถิ่น ไม่ใช่สิ่งทดแทนการลดการปล่อยก๊าซ แต่เป็นทางเลือกที่อาจช่วยซื้อเวลาได้

บทที่ 10: เหตุใดนโยบายภาครัฐจึงสำคัญ (Why Government Policies Matter)

บทบาทของรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการหลีกเลี่ยงหายนะสภาพภูมิอากาศ ดังที่แสดงให้เห็นจากความสำเร็จในอดีตในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ (เช่น กฎหมาย Clean Air Act ของสหรัฐฯ และโครงการอากาศสะอาดของจีน)

นวัตกรรมต้องมีนโยบายสนับสนุน: การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องการเงินทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) จากภาครัฐ นโยบายที่ช่วยผลักดันนวัตกรรมจากห้องแล็บสู่ตลาด และกฎระเบียบที่ช่วยให้สามารถขยายขนาดได้ รัฐบาลมีประวัติความสำเร็จในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอดีต

เจ็ดเป้าหมายสำคัญสำหรับนโยบายภาครัฐ:

  1. ลดช่องว่างการลงทุน: ภาคเอกชนลงทุนใน R&D พลังงานสะอาดน้อยเกินไป (เฉลี่ย 0.3% ของรายได้ เทียบกับ 10-13% ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยา) เนื่องจากพลังงานสะอาดไม่มีข้อได้เปรียบในตลาดโดยธรรมชาติ และมีความเสี่ยงสูง รัฐบาลต้องเติมเต็มช่องว่างนี้โดยลงทุนในโครงการ R&D ที่มีความเสี่ยงสูงและให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว (เช่น โครงการ Human Genome Project, อินเทอร์เน็ต, ไมโครโปรเซสเซอร์) ซึ่งจะช่วยให้ประเทศพัฒนานวัตกรรมที่สามารถส่งออกได้ด้วย
  2. สร้างความเท่าเทียมกัน (Level the Playing Field): ลด Green Premium ให้เป็นศูนย์โดยทำให้เทคโนโลยีสะอาดมีราคาถูกลง และ/หรือ เพิ่มต้นทุนของเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อสะท้อนถึงความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น ผ่านกลไกการกำหนดราคาคาร์บอน)
  3. เอาชนะอุปสรรคที่ไม่ใช่ตลาด (Nonmarket Barriers): แก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการขาดข้อมูล, บุคลากรที่มีทักษะไม่เพียงพอ, หรือแม้แต่กฎหมายที่ขัดขวางการนำเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้ (เช่น ปั๊มความร้อน)
  4. ปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย: ปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานอาคารที่ล้าสมัยซึ่งขัดขวางการใช้วัสดุที่ปล่อยก๊าซต่ำ
  5. วางแผนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition): ตระหนักว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนเป็นศูนย์จะสร้างผู้ชนะและผู้แพ้ โดยเฉพาะในชุมชนที่พึ่งพาอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล รัฐบาลต้องให้การสนับสนุน (เช่น การสร้างงานใหม่, การชดเชยรายได้ภาษี, คำแนะนำทางเทคนิค) แก่คนงานและภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ
  6. ทำสิ่งที่ยากด้วย (Do the Hard Stuff Too): อย่ามุ่งเน้นแต่ “ชัยชนะง่ายๆ” (เช่น EV, พลังงานแสงอาทิตย์/ลม) แต่ลงทุนในด้านที่ท้าทายและมีผลกระทบสูง เช่น การจัดเก็บพลังงานขนาดใหญ่, เชื้อเพลิงไฟฟ้า, พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน, การดักจับคาร์บอน, และซีเมนต์/เหล็กคาร์บอนเป็นศูนย์
  7. ทำงานด้านเทคโนโลยี นโยบาย และตลาดไปพร้อมกัน: ทั้งสามสิ่งนี้คือ “คันโยก” ที่ต้องทำงานร่วมกัน ตัวอย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลมประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะมีการสนับสนุน R&D จากภาครัฐ ควบคู่ไปกับการสร้างแรงจูงใจในตลาด (เช่น Feed-in tariff) และการมีส่วนร่วมของอุตสาหกรรม ในทางตรงกันข้าม ความพยายามในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูงกลับติดขัด เนื่องจากนโยบายไม่ได้พิจารณาถึงวุฒิภาวะของเทคโนโลยีและความไม่แน่นอนของตลาด

บทที่ 11: แผนสู่การปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ (A Plan for Getting to Zero)

เป้าหมายคือ ประเทศร่ำรวยต้องบรรลุการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ทศวรรษหน้า (ภายในปี 2030) มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการนำนโยบายมาใช้เพื่อปูทางสู่เป้าหมายปี 2050 ไม่ใช่เพียงแค่การลดการปล่อยก๊าซในระยะสั้นที่อาจขัดขวางเป้าหมายระยะยาว (เช่น การเปลี่ยนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ ซึ่งยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกและทำให้โครงสร้างพื้นฐานถูกล็อกไว้) สิ่งที่ต้องมุ่งเน้นคือไฟฟ้าคาร์บอนเป็นศูนย์ที่ราคาถูกและเชื่อถือได้ และการเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าอย่างกว้างขวาง

ความเร่งด่วน: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องเร่งด่วนไม่ต่างจากโรคระบาดใหญ่ เราต้องดำเนินการทันทีเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเช่นเดียวกับการเตรียมพร้อมรับมือ COVID-19

นวัตกรรม (อุปทานและอุปสงค์): แผนรับมือสภาพภูมิอากาศที่ครอบคลุมต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชา นวัตกรรมไม่ได้จำกัดอยู่แค่การประดิษฐ์อุปกรณ์ใหม่ แต่ยังรวมถึงแนวทางใหม่ๆ ในรูปแบบธุรกิจ, ห่วงโซ่อุปทาน, ตลาด และนโยบาย สิ่งนี้ขับเคลื่อนโดยการเพิ่ม อุปทาน ของแนวคิดใหม่ๆ และเร่ง อุปสงค์ สำหรับนวัตกรรมเหล่านั้น

  • การเพิ่มอุปทานนวัตกรรม (บทบาทของรัฐบาล):
    • เพิ่มการลงทุน R&D พลังงานสะอาดเป็นห้าเท่า: ปัจจุบันเงินทุนของรัฐบาลทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และ 7 พันล้านดอลลาร์ต่อปีในสหรัฐฯ ซึ่งยังน้อยเกินไป (0.02% ของเศรษฐกิจโลก) โมเดลอย่างสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ที่มีงบประมาณ 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้
    • ลงทุนในโครงการ R&D ที่มีความเสี่ยงสูงและให้ผลตอบแทนสูง: รัฐบาลควรกล้าลงทุนในแนวคิดที่กล้าหาญซึ่งภาคเอกชนอาจไม่กล้าเนื่องจากความเสี่ยง (เช่น โครงการ Human Genome Project ที่สร้างผลตอบแทนถึง 141 ดอลลาร์ต่อการลงทุนทุกๆ 1 ดอลลาร์)
    • เชื่อมโยง R&D กับความต้องการสูงสุด: ผนวกการวิจัยขั้นพื้นฐานและการวิจัยประยุกต์เข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นไปที่ด้านที่ต้องการความก้าวหน้ามากที่สุด (เช่น โครงการ SunShot Initiative ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ)
    • ร่วมมือกับอุตสาหกรรมตั้งแต่เริ่มต้น: ความร่วมมือช่วยเร่งนวัตกรรม; ธุรกิจสามารถสร้างต้นแบบ, ให้ข้อมูลเชิงลึกด้านตลาด, ร่วมลงทุน และนำเทคโนโลยีออกสู่เชิงพาณิชย์
  • การเร่งอุปสงค์นวัตกรรม (เฟสพิสูจน์และเฟสขยายขนาด):
    • เฟสพิสูจน์ (“หุบเขาแห่งความตาย”): เทคโนโลยีที่ได้รับการทดสอบในห้องแล็บต้องผ่านการตรวจสอบในตลาดจริง, ลดต้นทุน, พัฒนาห่วงโซ่อุปทาน, และสร้างความคุ้นเคยให้กับผู้บริโภค เฟสนี้มีความเสี่ยงสูงสำหรับนักลงทุน
    • อำนาจการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาล: รัฐบาล (ระดับชาติ, รัฐ, ท้องถิ่น) เป็นผู้บริโภคเชื้อเพลิง, ซีเมนต์, เหล็ก, และไฟฟ้าจำนวนมหาศาล การให้ความสำคัญกับการจัดซื้อผลิตภัณฑ์สีเขียวจะผลักดันเทคโนโลยีเกิดใหม่เข้าสู่ตลาด (เช่น อินเทอร์เน็ตที่เริ่มต้นจากการจัดซื้อของรัฐบาลสหรัฐฯ)
    • สิ่งจูงใจ: การลด Green Premium และลดความเสี่ยงด้วยการให้เครดิตภาษีและการรับประกันเงินกู้ สิ่งจูงใจเหล่านี้ควรมีความครอบคลุม, คาดการณ์ได้, และยืดหยุ่น
    • โครงสร้างพื้นฐาน: รัฐบาลต้องช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อให้เทคโนโลยีใหม่ๆ สามารถเข้าถึงตลาดได้ (เช่น สถานีชาร์จ, สายส่งไฟฟ้า)
    • เฟสขยายขนาด: เมื่อต้นทุนลดลงและตลาดได้รับการพัฒนาแล้ว (เช่น พลังงานลมบนบก, แสงอาทิตย์, EV) ต้องการการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเป็นสามเท่าในไม่กี่ทศวรรษ, การนำ EV มาใช้อย่างรวดเร็ว, และการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตและการเพาะปลูก
    • นโยบายสำหรับการขยายขนาด:
      • กำหนดราคาคาร์บอน: ไม่ว่าจะเป็นภาษีคาร์บอนหรือระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซ (cap-and-trade) เพื่อให้ทุกคนจ่ายต้นทุนที่แท้จริงของการปล่อยก๊าซ
      • มาตรฐานไฟฟ้าสะอาด: อนุญาตให้เทคโนโลยีสะอาดทุกชนิด (รวมถึงนิวเคลียร์และการดักจับคาร์บอน) นับรวมในการบรรลุมาตรฐาน ไม่ใช่แค่พลังงานหมุนเวียน
      • มาตรฐานเชื้อเพลิงสะอาด: ใช้กับการขนส่ง (EV, เชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูง, เชื้อเพลิงไฟฟ้า)
      • มาตรฐานผลิตภัณฑ์สะอาด: สำหรับซีเมนต์, เหล็ก, พลาสติก เริ่มจากการจัดซื้อของรัฐบาลและการติดฉลาก แล้วขยายไปใช้กับสินค้าทั้งหมด (รวมถึงสินค้านำเข้า)
      • ปลดระวางอุปกรณ์เก่า: จูงใจให้มีการปลดระวางโรงไฟฟ้าและยานยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่มีประสิทธิภาพเร็วขึ้น
  • บทบาทของรัฐบาลแต่ละระดับ: ระดับท้องถิ่น (รหัสอาคาร, ระบบขนส่งสาธารณะ), ระดับรัฐ (การกำกับดูแลไฟฟ้า, การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน), และ ระดับชาติ (รัฐบาลกลาง) (กำหนดเป้าหมายโดยรวม, เงินทุน R&D, มาตรฐานระดับชาติ, นโยบายการค้า) รัฐบาลกลางยังต้องแน่ใจว่า Green Premium นั้นต่ำพอที่ประเทศรายได้ปานกลางจะสามารถบรรลุเป้าหมายเป็นศูนย์ได้
  • ปัญหาผู้ได้ประโยชน์โดยไม่ลงทุน (Free-rider problem): ประเทศต่างๆ ลังเลที่จะแบกรับต้นทุนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศหากประเทศอื่นไม่ทำ ข้อตกลงระหว่างประเทศ (เช่น ข้อตกลงปารีส) และนโยบายการค้าสามารถช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมได้ ที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศร่ำรวยต้องลด Green Premium ผ่านนวัตกรรม ซึ่งไม่ใช่การกุศลแต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับอุตสาหกรรมและงานใหม่ๆ

บทที่ 12: เราแต่ละคนทำอะไรได้บ้าง (What Each of Us Can Do)

เป็นเรื่องง่ายที่จะรู้สึกไร้อำนาจเมื่อเผชิญกับปัญหาสภาพภูมิอากาศที่ใหญ่โต แต่เราทุกคนมีอิทธิพลในฐานะพลเมือง ผู้บริโภค และพนักงาน/นายจ้าง

  • ในฐานะพลเมือง:
    • การกระทำทางการเมืองสำคัญที่สุด: การกระทำส่วนบุคคล (เช่น การขับ EV) เป็นสัญญาณที่ดี แต่ระบบโดยรวมต่างหากที่ต้องเปลี่ยน ซึ่งต้องการการกระทำทางการเมืองที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
    • ใช้สิทธิใช้เสียงของคุณ: นักการเมืองรับฟังเสียงของประชาชน เรียกร้องเงินทุน R&D, มาตรฐานพลังงานสะอาด, การกำหนดราคาคาร์บอน เป็นต้น
    • มองไปที่ระดับท้องถิ่น: รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐ (ผู้ว่าการ, นายกเทศมนตรี, คณะกรรมการสาธารณูปโภค) มีอำนาจในการตัดสินใจหลายอย่างที่สำคัญ ซึ่งปัจเจกบุคคลสามารถมีอิทธิพลได้มากกว่าในระดับประเทศ การลงสมัครรับเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น/รัฐก็เป็นวิธีที่มีผลกระทบ
  • ในฐานะผู้บริโภค:
    • ส่งสัญญาณตลาด: การลดการปล่อยคาร์บอนส่วนบุคคลเป็นสิ่งที่ดี แต่การกระทำที่มีพลังที่สุดคือการส่งสัญญาณไปยังตลาดว่าผู้คนต้องการและยินดีที่จะจ่ายเงินเพื่อทางเลือกที่ปราศจากคาร์บอน (เช่น EV, ปั๊มความร้อน, เบอร์เกอร์จากพืช) สิ่งนี้จะกระตุ้นให้บริษัทลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซต่ำ ซึ่งจะช่วยลดราคาและเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุน
    • การดำเนินการที่เฉพาะเจาะจง:
      • สมัครเข้าร่วมโครงการ “Green Pricing”: จ่ายเบี้ยประกันเพิ่มในบิลค่าไฟฟ้าเพื่อพลังงานหมุนเวียน เป็นการส่งสัญญาณตลาดที่สำคัญ
      • ลดการปล่อยก๊าซในบ้าน: เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED, ติดตั้งเทอร์โมสตาร์ตอัจฉริยะ, ฉนวนกันความร้อน, เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ, ปั๊มความร้อน
      • ซื้อยานพาหนะไฟฟ้า (EV): EVs มีราคาและประสิทธิภาพที่ดีขึ้นมาก และส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาด
      • ลองเบอร์เกอร์จากพืช: ส่งข้อความที่ชัดเจนว่าการลงทุนในผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นการลงทุนที่ชาญฉลาด และช่วยลดการปล่อยก๊าซส่วนบุคคล
  • ในฐานะพนักงานหรือนายจ้าง:
    • ผลักดันบริษัท: บริษัทขนาดใหญ่มีผลกระทบมากที่สุด แต่บริษัทเล็กๆ ก็สามารถร่วมมือกันได้
    • ยอมรับความเสี่ยงที่ยากขึ้น: เช่น การให้ทุนสนับสนุนโครงการที่อาจล้มเหลว แต่สามารถนำไปสู่ความก้าวหน้าด้านพลังงานสะอาดได้
    • เรียกร้องวัสดุที่สะอาดกว่า: หากผู้บริโภคภาคเอกชนของวัสดุอย่างเหล็กและซีเมนต์ร่วมกันเรียกร้องทางเลือกที่สะอาดกว่า จะช่วยเร่งการวิจัยและเปลี่ยนทิศทางตลาด
    • มีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบาย: บริษัทควรสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลสำหรับเงินทุน R&D และโครงสร้างกฎระเบียบที่ช่วยให้เทคโนโลยีใหม่ๆ ประสบความสำเร็จ
    • การดำเนินการที่เฉพาะเจาะจง:
      • กำหนดภาษีคาร์บอนภายในบริษัท: รายได้จากภาษีภายในสามารถนำไปใช้ลด Green Premium และสร้างตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์พลังงานสะอาด
      • จัดลำดับความสำคัญของนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ: เพิ่มการลงทุน R&D โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการระยะยาว
      • เป็นผู้ริเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้: ใช้กำลังซื้อของบริษัท (เช่น รถ EV สำหรับยานพาหนะบริษัท, วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ) เพื่อเร่งการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้
      • เชื่อมโยงกับการวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาล: ให้คำแนะนำโครงการ R&D ของรัฐบาล เพื่อให้การวิจัยมุ่งเน้นไปที่แนวคิดที่มีโอกาสพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มากที่สุด
      • ช่วยนักนวัตกรรมช่วงเริ่มต้นให้ผ่าน “หุบเขาแห่งความตาย”: บริษัทใหญ่ๆ สามารถช่วยให้แนวคิดที่มีแนวโน้มดีกลายเป็นผลิตภัณฑ์ได้ โดยการให้การเข้าถึงสถานที่ทดสอบ, ข้อมูล, เงินทุน, หรือการสร้างแผนกธุรกิจใหม่ที่เน้นนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ

บทสรุปและปิดท้าย (Afterword: Climate Change and COVID-19)

Bill Gates ได้ชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญจากการระบาดของ COVID-19 ที่สามารถนำมาปรับใช้กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้:

  1. ปัญหาที่ต้องแก้ไขร่วมกันทั่วโลก: ไม่มีประเทศใดสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้เพียงลำพัง หากประเทศร่ำรวยมุ่งเน้นแต่การลดการปล่อยก๊าซของตนเอง โดยไม่ทำให้เทคโนโลยีสะอาดเข้าถึงได้สำหรับทุกคนทั่วโลก การปล่อยก๊าซก็จะไม่ลดลงจริง เช่น อุณหภูมิในเท็กซัสจะไม่หยุดสูงขึ้น หากการปล่อยก๊าซในอินเดียยังคงเพิ่มขึ้น การช่วยเหลือผู้อื่นจึงเป็นการรักษาผลประโยชน์ของตนเองด้วย
  2. ให้วิทยาศาสตร์นำทางความพยายาม: ทั้ง COVID-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องการข้อมูลและแนวทางจากหลากหลายสาขาวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์หลัก แต่ยังรวมถึงเศรษฐศาสตร์และการเมือง วิทยาศาสตร์บอกเราว่า ทำไม เราต้องเปลี่ยน แต่ไม่บอกว่า ทำอย่างไร
  3. แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ: COVID-19 ส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนจนและชนกลุ่มน้อยอย่างไม่สมส่วน เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะส่งผลกระทบต่อคนยากจนหนักที่สุด จึงจำเป็นต้องมี “แผนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” สำหรับชุมชนที่พึ่งพาอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลที่กำลังจะถูกแทนที่ (เช่น เหมืองถ่านหิน, โรงงานซีเมนต์/เหล็ก, งานขนส่งที่เกี่ยวข้อง)
  4. ลงทุนใน R&D เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ: การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาพลังงานสะอาด (R&D) ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซ แต่ยังสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจและสร้างงานได้รวดเร็ว เช่น การลงทุน R&D ของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2018 สร้างงานโดยตรงและโดยอ้อมกว่า 1.3 ล้านตำแหน่ง

Gates ปิดท้ายด้วยความหวังว่าเราจะสามารถเปลี่ยนบทสนทนาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศให้สร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงมากขึ้น เพื่อมุ่งเน้นไปที่แผนการที่จับต้องได้เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ เขาเป็นผู้มองโลกในแง่ดี เพราะเชื่อในพลังของเทคโนโลยีและความสามารถของมนุษย์ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมาย “จาก 51 พันล้านเป็นศูนย์” เราสามารถหลีกเลี่ยงหายนะสภาพภูมิอากาศ ช่วยให้ผู้คนนับร้อยล้านมีชีวิตที่ดีขึ้น และรักษ์โลกใบนี้ไว้ให้คนรุ่นหลัง

ใส่ความเห็น

Discover more from LikeDigest

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading