How Countries Go Broke: The Big Cycle

สวัสดีครับ! หลายคนคงเคยได้ยินชื่อหนังสือ “How Countries Go Broke: The Big Cycle” ของนักลงทุนระดับตำนานอย่าง Ray Dalio กันมาบ้าง และอาจจะอยากรู้ว่าข้างในมีเนื้อหาอะไรที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ วันนี้เราจะมาทำหน้าที่ถอดรหัสหนังสือเล่มนี้กันแบบ “จัดเต็ม” ทุกภาค ทุกบท ทุกประเด็นสำคัญ เตรียมตัวดำดิ่งไปสู่แก่นความคิดของ Dalio กันได้เลยครับ!

หนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 4 ภาค 19 บท มีเป้าหมายเพื่ออธิบายสองเรื่องใหญ่ๆ คือ วัฏจักรหนี้ขนาดใหญ่ (Big Debt Cycle) และ วัฏจักรใหญ่โดยรวม (Overall Big Cycle) ซึ่งเป็นเหมือนพลังที่มองไม่เห็น คอยขับเคลื่อนทุกอย่างตั้งแต่ระบบการเงินไปจนถึงระเบียบโลก

ภาคที่ I: ภาพรวมของวัฏจักรหนี้ขนาดใหญ่ (OVERVIEW OF THE BIG DEBT CYCLE)

มาเริ่มกันที่ภาคแรกเลยครับ! ในสามบทแรกนี้ Dalio ตั้งใจจะปูพื้นให้เราเข้าใจภาพใหญ่ของสิ่งที่เขาเรียกว่า “วัฏจักรหนี้ขนาดใหญ่” กันแบบชัดๆ ซึ่งเป็นวัฏจักรที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ แต่คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้จัก

กลไกและประเภทของวัฏจักรหนี้

Dalio อธิบายว่าหัวใจของเศรษฐกิจคือ “การสร้างสินเชื่อ” ครับ ลองนึกภาพตามง่ายๆ นะครับ เมื่อมีการสร้างสินเชื่อเยอะขึ้น คนก็มีเงินไปจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รายได้ของคนอื่นก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ก็พุ่งสูงขึ้น ทุกคนดูเหมือนจะแฮปปี้ไปหมด แต่! สินเชื่อนั้นมาพร้อมกับฝาแฝดที่ชื่อว่า “หนี้สิน” ซึ่งมีหน้าที่ตรงกันข้าม คือมันจะคอยดึงการใช้จ่าย, รายได้ และราคาสินทรัพย์ให้ลดลงเมื่อถึงเวลาที่ต้องชำระคืน

วัฏจักรหนี้ที่เราคุ้นเคยกันดีคือ วัฏจักรหนี้ระยะสั้น ที่กินเวลาประมาณ 6 ปี (บวกลบ 3 ปี) ซึ่งก็คือการที่ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ พอเศรษฐกิจร้อนแรงไปก็ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอความร้อนแรง วนไปแบบนี้ แต่เมื่อเราซูมออกมาดูภาพที่ใหญ่ขึ้น เราจะเห็นว่าวัฏจักรระยะสั้นเหล่านี้ประกอบกันเป็นคลื่นลูกยักษ์ที่เรียกว่า “วัฏจักรหนี้ระยะยาว (Big Debt Cycle)” ซึ่งกินเวลาประมาณ 80 ปี (บวกลบ 25 ปี) และจะจบลงก็ต่อเมื่อภาระหนี้สินในระบบมันสูงเกินกว่าจะรับไหวแล้วจริงๆ

5 สเตจของวัฏจักรหนี้ขนาดใหญ่

Dalio แบ่งการเดินทางของวัฏจักรหนี้ขนาดใหญ่ออกเป็น 5 สเตจหลักๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ ลองมาดูกันทีละสเตจครับ:

  1. สเตจเงินที่มั่นคง (The Sound Money Stage): เป็นช่วงเริ่มต้นที่ระดับหนี้ยังต่ำ เงินมีเสถียรภาพ ประเทศชาติมีความสามารถในการแข่งขันสูง การก่อหนี้ในช่วงนี้มักเป็นการลงทุนที่สร้างผลผลิตจริงๆ
  2. สเตจฟองสบู่หนี้ (The Debt Bubble Stage): ช่วงเวลาแห่งความเฟื่องฟู! หนี้สินและการลงทุนเติบโตเร็วกว่ารายได้ที่จะมาชำระคืน เงินหาง่ายและดอกเบี้ยถูก เศรษฐกิจขยายตัวจากการก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ ดันให้ราคาสินทรัพย์พุ่งสูง และความเชื่อมั่นของทุกคนอยู่ในระดับสูงสุดขีด
  3. สเตจจุดสูงสุด (The Top Stage): เสียงดนตรีหยุดลง ปาร์ตี้จบแล้ว ฟองสบู่แตก! เกิดการหดตัวของหนี้, สินเชื่อ, ตลาด และเศรษฐกิจโดยรวม มักมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่นโยบายการเงินเริ่มตึงตัวขึ้น
  4. สเตจการลดหนี้ (The Deleveraging Stage): เป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดและยาวนานที่ทุกคนต้องพยายามลดภาระหนี้สินลงให้สมดุลกับรายได้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ในสเตจนี้ ปัญหาหนี้มักจะลุกลามจากภาคเอกชน ไปสู่รัฐบาลกลาง และไปจบที่ธนาคารกลาง หากผู้คุมนโยบายจัดการสถานการณ์ได้อย่างสมดุลระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้และการกระตุ้นเศรษฐกิจ Dalio จะเรียกมันว่า “การลดหนี้ที่สวยงาม (beautiful deleveraging)”
  5. สเตจวิกฤตคลี่คลาย (The Big Debt Crisis Recedes): ในที่สุดเศรษฐกิจก็หาจุดสมดุลใหม่เจอ และพร้อมที่จะเริ่มต้นวัฏจักรใหม่อีกครั้ง

นโยบายการเงินและ 5 แรงขับเคลื่อนหลัก

Dalio ชี้ว่าในแต่ละช่วงของวัฏจักร จะมีการใช้นโยบายการเงิน (Monetary Policy – MP) ที่แตกต่างกันไป:

  • MP0 (Linked/Hard Monetary System): ระบบที่เงินผูกกับสินทรัพย์แข็งอย่างทองคำ (ใช้ช่วง 1945-1971)
  • MP1 (Fiat Money, Interest-Rate-Driven): ระบบเงินกระดาษ (Fiat) ที่ใช้ “อัตราดอกเบี้ย” เป็นเครื่องมือหลัก (ใช้ช่วง 1971-2008)
  • MP2 (Fiat with Debt Monetization): เมื่อลดดอกเบี้ยจนเหลือ 0% แล้วยังเอาไม่อยู่ ก็ต้องใช้การ “พิมพ์เงิน” หรือที่เรียกเท่ๆ ว่า Quantitative Easing (QE) เพื่อซื้อสินทรัพย์อัดฉีดเงินเข้าระบบ (ใช้ช่วง 2008-2020)
  • MP3 (Coordinated Fiscal and Monetary Policy): เมื่อเกิดวิกฤตใหญ่ (เช่น COVID-19) รัฐบาลจะใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณมหาศาล และธนาคารกลางก็ช่วยพิมพ์เงินเพื่ออุ้มหนี้นั้น เป็นการทำงานร่วมกัน
  • MP6 (The Return to Hard Money): การกลับไปสู่ระบบเงินที่มั่นคงอีกครั้ง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นหลังจากการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งใหญ่ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น

และสุดท้าย Dalio บอกว่าอย่ามองแค่เรื่องหนี้! เพราะมันมีอีก 4 แรงขับเคลื่อนใหญ่ที่ทำงานควบคู่กันไปและส่งผลกระทบอย่างรุนแรง คือ: (1) วัฏจักรความสงบ/ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ (2) วัฏจักรความสงบ/ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (3) ภัยธรรมชาติ (เช่น โรคระบาด) และ (4) นวัตกรรมของมนุษย์ (โดยเฉพาะเทคโนโลยี) การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อพลังทั้ง 5 นี้มาบรรจบกัน


ภาคที่ II: ลำดับเหตุการณ์ต้นแบบเมื่อรัฐบาลและธนาคารกลาง “ไปไม่ไหว”

ในภาคนี้ Dalio พาเราเจาะลึกลงไปอีกขั้น กับ 9 ขั้นตอนสุดคลาสสิกที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลและธนาคารกลางกำลังจะประสบปัญหาทางการเงินขั้นรุนแรง

เขาชี้ว่าการ “ล้มละลาย” ของธนาคารกลาง ไม่ได้หมายความว่าเขาจะผิดนัดชำระหนี้โต้งๆ แต่จะใช้วิธี “พิมพ์เงิน” ออกมาเพื่อจ่ายหนี้ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือการทำลายค่าเงินของตัวเองและนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่มาพร้อมกับเงินเฟ้อรุนแรง (Stagflation) และเขาเน้นย้ำว่า สถานการณ์จะเจ็บปวดรุนแรงกว่าหลายเท่า หากหนี้สินส่วนใหญ่อยู่ในสกุลเงินต่างประเทศที่ตัวเองพิมพ์ไม่ได้

ภาคนี้จะไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่:

  • บทที่ 5: อธิบาย 4 ขั้นตอนแรก คือช่วงที่ทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลเริ่มก่อหนี้มหาศาล จนกระทั่งภาคเอกชนเกิดวิกฤตหนี้ก่อน และรัฐบาลต้องโดดเข้ามาอุ้มด้วยการก่อหนี้เพิ่มขึ้นไปอีก
  • บทที่ 6: เข้าสู่ขั้นตอนที่ 5-6 เมื่อวิกฤตลามมาถึงรัฐบาลและกดดันให้ธนาคารกลางต้องเริ่มพิมพ์เงินเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาล พอทำแบบนี้นานเข้า งบดุลของธนาคารกลางก็จะเริ่มมีปัญหา ขาดทุน และมีฐานะสุทธิเป็นลบ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง
  • บทที่ 7: เดินทางมาถึง 3 ขั้นตอนสุดท้าย คือช่วงที่หนี้ถูกปรับโครงสร้างและลดค่าลง ซึ่งมักจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือการล้างกระดานเพื่อวางรากฐานสำหรับการฟื้นตัวและเริ่มต้นวัฏจักรใหม่
  • บทที่ 8: Dalio บอกว่านี่คือ บทที่สำคัญที่สุดในหนังสือ! เพราะมันคือการอธิบายการทำงานของ “วัฏจักรใหญ่โดยรวม” ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังทั้ง 5 ที่กล่าวไปข้างต้น และแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์โลกถูกขับเคลื่อนผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยกลไกเหล่านี้ได้อย่างไร เขาเปรียบเทียบว่าการมองเหตุการณ์ปัจจุบันก็เหมือนการดูหนังเรื่องเดิมที่เคยดูมาแล้วหลายรอบ แค่เปลี่ยนนักแสดงและฉากเป็นเวอร์ชันร่วมสมัยเท่านั้นเอง

ภาคที่ III: มองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์

นี่คือภาคที่จะพิสูจน์ทฤษฎีทั้งหมด! Dalio พาเราย้อนเวลาสำรวจประวัติศาสตร์กว่า 180 ปี ผ่านวัฏจักรใหญ่ 2 รอบของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ, จีน และญี่ปุ่น เพื่อให้เห็นว่าแม่แบบที่เขาอธิบายไว้มันเกิดขึ้นจริงอย่างไร

ช่วงปี 1865 ถึง 1945

Dalio สรุปวัฏจักรใหญ่ก่อนปี 1945 ซึ่งเป็นยุคของ ระบบมาตรฐานทองคำ (gold standard) ที่เกิดวิกฤตการเงินหลายครั้ง จนนำไปสู่การก่อตั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ในปี 1913 เพื่อมาจัดการปัญหานี้ จากนั้นก็เข้าสู่ยุค “Roaring ’20s” ที่เศรษฐกิจและเทคโนโลยีเติบโตสุดขีดจนเกิดเป็นฟองสบู่ลูกใหญ่ และจบลงด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) ในปี 1929 ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ที่สั่งห้ามคนทั่วไปถือทองคำและประกาศลดค่าเงินดอลลาร์ในปี 1933

ช่วงปี 1945 ถึงปัจจุบัน (กรณีศึกษา: สหรัฐอเมริกา)

ภาคนี้จะไล่เรียงวัฏจักรหนี้ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของระเบียบโลกใหม่:

  • 1945-1971 (ยุค MP0): เป็นยุคของระบบการเงิน Bretton Woods ที่เงินดอลลาร์ผูกกับทองคำ และกลายเป็นสกุลเงินสำรองของโลก แต่สุดท้ายการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เกินตัวก็นำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่น จนประธานาธิบดี Nixon ต้องประกาศยกเลิกการผูกดอลลาร์กับทองคำในปี 1971
  • 1971-2008 (ยุค MP1): โลกเข้าสู่ระบบเงิน Fiat ที่ขับเคลื่อนด้วยอัตราดอกเบี้ย ในยุคนี้เราได้เห็นช่วง “Stagflation” (เศรษฐกิจแย่แต่เงินเฟ้อสูง) และการแก้ปัญหาแบบถึงลูกถึงคนของ Paul Volcker ที่ขึ้นดอกเบี้ยอย่างมหาศาลเพื่อปราบเงินเฟ้อ
  • 2008-2020 (ยุค MP2): วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 ทำให้ดอกเบี้ยถูกลดลงจนเหลือ 0% ซึ่งหมายความว่านโยบายแบบ MP1 ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป ธนาคารกลางจึงต้องหันมาใช้ไม้ตายอย่าง MP2 หรือ Quantitative Easing (QE) คือการพิมพ์เงินเข้าไปซื้อสินทรัพย์ทางการเงินโดยตรง
  • ตั้งแต่ปี 2020 (ยุค MP3): การระบาดของ COVID-19 ผลักดันให้เกิดนโยบายแบบ MP3 คือการประสานงานเต็มรูปแบบระหว่างรัฐบาลที่ขาดดุลงบประมาณมหาศาล กับธนาคารกลางที่ช่วยพิมพ์เงินเพื่อแปลงหนี้เหล่านั้น

วัฏจักรใหญ่ของจีนและญี่ปุ่น

  • จีน: Dalio เล่าเรื่องราวการเปลี่ยนผ่านของจีนจากประเทศคอมมิวนิสต์ที่เศรษฐกิจไม่เติบโต สู่ “เศรษฐกิจตลาดสังคมนิยม” ที่ทรงประสิทธิภาพและเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่การเติบโตนั้นก็สร้างปัญหาช่องว่างความมั่งคั่งและหนี้สินจำนวนมหาศาลตามมา Dalio ประเมินว่าจีนกำลังอยู่ในช่วงที่หนี้ภาคเอกชน (ที่ไม่ใช่ของรัฐบาลกลาง) มีมากเกินไป และธนาคารกลางจีนจะต้องเข้ามาจัดการในไม่ช้า
  • ญี่ปุ่น: เป็นกรณีศึกษาชั้นดีของสิ่งที่ “ไม่ควรทำ” Dalio ชี้ว่าการจัดการปัญหาหนี้ของญี่ปุ่นในช่วงปี 1990-2013 นั้นผิดพลาด เพราะรัฐบาลไม่ได้ปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง และปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ต่ำกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่สำเร็จ ผลคือภาวะเงินฝืดและเศรษฐกิจซบเซายาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ หรือที่เรียกว่า “ทศวรรษที่หายไป” จนกระทั่งนโยบาย “Abenomics” ในปี 2013 ที่เริ่มเข้ามาแก้ไขสถานการณ์

ภาคที่ IV: มองไปข้างหน้าสู่อนาคต

และแล้วก็มาถึงภาคสุดท้าย Dalio นำแม่แบบและตัวชี้วัดทั้งหมดที่เล่ามา มาประเมินสถานการณ์โลกในปัจจุบันและฉายภาพอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้น

ตัวชี้วัดความเสี่ยงและข้อเสนอแนะ

Dalio ใช้ตัวชี้วัดหลายตัวเพื่อประเมินความเสี่ยงหนี้ของรัฐบาลและธนาคารกลาง และข้อสรุปของเขาก็คือ สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับความเสี่ยงหนี้ระยะยาวที่สูงมาก เนื่องจากระดับหนี้สินและภาระการจ่ายดอกเบี้ยในปัจจุบัน (และที่คาดการณ์) นั้นอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

เพื่อแก้ปัญหานี้ Dalio เสนอแผนที่เรียกว่า “3% 3-Part Solution” สำหรับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการผสมผสาน 3 นโยบายเข้าด้วยกัน คือ การลดการใช้จ่าย, การเพิ่มรายได้จากภาษี และการลดอัตราดอกเบี้ย โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณให้ได้ 3% ของ GDP เขาเน้นว่าการลงมือทำแผนนี้ในขณะที่เศรษฐกิจยังดีอยู่ จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล

อนาคตในมุมมองของ Dalio

เขาสรุปอย่างน่าคิดว่า โลกของเราในปัจจุบันกำลังอยู่ใน “ขั้นตอนที่ 5 ของวัฏจักรใหญ่ (Stage 5)” ซึ่งเปรียบเสมือนช่วงปลายของชีวิตที่อยู่บนปากเหวของความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เขาคาดการณ์ว่าในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า จะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกระเบียบที่สำคัญของโลก

สุดท้าย Dalio ทิ้งท้ายไว้อย่างลึกซึ้งว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดอนาคตก็คือ “การที่ผู้คนจัดการกับปัญหาซึ่งกันและกันอย่างไร” หากผู้นำและผู้คนสามารถร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดโดยไม่ทำร้ายกัน ผลลัพธ์ก็จะออกมาดีที่สุด แต่เขาก็ยอมรับตามตรงว่า เมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ โอกาสที่จะเกิดความร่วมมือแบบนั้นมีไม่มากนัก เพราะความแตกแยกในปัจจุบันนั้นรุนแรงเหลือเกิน

และนี่คือทั้งหมดของ “How Countries Go Broke” ที่เรานำมาเรียบเรียงให้แบบละเอียดที่สุด หวังว่าจะเป็นประโยชน์และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับทุกคนนะครับ!

ใส่ความเห็น

Discover more from LikeDigest

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading